บทที่ 8 กังฟู (KungFu) “วิทยายุทธจีน” [TaiFuDo Academy]

Share This Post

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on email

แม้ผมจะชื่นชอบ และสนุกกับการฝึกมวยเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่ทำให้ผมเบื่อหน่ายการอยู่เมืองหลวงคือภาวะรถติด เดินทางไปไหนใช้เวลานานและมลพิษจากควันท่อไอเสียที่ต้องทนสูดดมทุกวัน

ตอนนั้น ผมได้อ่านวารสารเล่มขนาดใหญ่ฉบับหนึ่ง ผมชื้อมาเพราะสะดุดตากับข้อความ “เปิดหอ วิทยายุทธ กังฟู เส้าหลิน” และภาพหน้าปกที่เป็นภาพพระจีนตั้งท่ามวยกังฟูดูสวยงาม เมื่อผมอ่านรายละเอียดใน วารสารนั้นมีประชาสัมพันธ์เปิดรับให้ผู้ที่คลั่งไคล้ และสนใจในศิลปะการต่อสู้แบบจีนโบราณได้มีโอกาสมาศึกษากัน เริ่มเปิดรับเรื่อยมาตั้งแต่ราวปี พ.ศ.2528 (ค.ศ.1985) มาแล้ว รวมค่าวิชาเรียนค่าอาหารและที่พักเสร็จสรรพ ผมยิ่งดูภาพการฝึกวิทยายุทธบนลานวัดเส้าหลิน และภาพบรรยากาศยอดขุนเขาที่ยิ่งใหญ่สวยงาม ยิ่งทำให้ผมแน่ใจว่าผมอยากเรียนมาทางด้านฝึกวิทยายุทธมากกว่าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาแบบที่ผมฝืนทนเรียนอยู่

ตามตำนานจีนโบราณ ศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลิน มีต้นกำเนิดจากการที่หลวงจีนใช้วิชากังฟู ฝึกฝนร่างกายและออกกำลังกายเพื่อเป็นการขจัดความเมื่อยล้าจากการนั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐานเป็นเวลานาน ต่อมาได้มีการพัฒนา จนกลายเป็นรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดเส้าหลิน ชาวจีนเชื่อกันว่าผู้ที่คิดค้นสุดยอดวิชากังฟูคือตั๊กม้อ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามบันทึกบน “ถังไท่จงชื่อเส้าหลินซื่อจู่เจี้ยวเปย” แท่นหินสลักคำสอนหลักของวัดเส้าหลินระบุว่า หลวงจีน 13 องค์ ได้เข้าช่วยเหลือจักรพรรดิถังไท่จง หรือหลี่ซื่อหมินแห่งราชวงศ์ถังในระหว่างปี พ.ศ.1161-พ.ศ.1450 ฝ่าวงล้อมในระหว่างการสู้รบกับทหารของราชวงศ์สุยตอนปลายจนได้รับชัยชนะ ต่อมาถังไท่จงได้ทรงแต่งตั้งให้เฟิงถันจง หนึ่งในหลวงจีนที่ร่วมในการสู้รบให้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพ พร้อมกับพระราชทานแท่นปักธงคู่และสิงโตหิน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอารามหน้าวัดเส้าหลิน จนกระทั่งถึงปัจจุบันรวมทั้งได้ทรงอนุญาตให้หลวงจีนเข้าร่วมฝึกแบบทหารร่วมกับกองกำลังทหารในราชสำนัก รวมทั้งให้หลวงจีนสามารถฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และสามารถฉันเนื้อสัตว์ได้ จากการสนับสนุนในด้านต่างๆ จากทางราชสำนักทำให้วัดเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ในสมัยซ่งหรือซ้อง

ในปี พ.ศ.1503-พ.ศ.1822 วิชากังฟูเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด จนถึงสมัยราชวงศ์ชิงในปี พ.ศ.2159-พ.ศ.2454 และในปี พ.ศ.2270 หลังการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิงได้ประมาณ 5 ปี จากเหตุผลทางด้านการเมือง ราชสำนักได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง แม้ว่าหลวงจีนจะถูกห้ามไม่ให้ฝึกกังฟู แต่ยังคงมีการลักลอบแอบฝึกกังฟูกันอย่างลับๆ ทั้งในบริเวณวัดและตามสถานที่ต่างๆ ทำให้วิชากังฟูเส้าหลินไม่สูญหายไปตามกาลเวลา และได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อประเทศจีนทำการเปิดประเทศ รัฐบาลจึงมีนโยบายเริ่มฟื้นฟูการฝึกวิทยายุทธจีนขึ้น ส่งเสริมให้คนจีนและชาวต่างชาติเดินทางมาเพื่อศึกษาวิทยายุทธกังฟูที่วัดเส้าหลินซึ่งเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในประเทศจีนและในต่างประเทศ วัดเส้าหลินได้รับการกล่าวขานในเรื่องของกระบวนท่าวิทยายุทธ เพลงหมัดมวย พลังลมปราณและกังฟูเส้าหลินเป็นอย่างมาก ถือเป็นแหล่งวิชาการต่อสู้ และศิลปะการป้องกันตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน หนังกังฟูของจีนได้เข้าสู่ตลาดทั่วโลก และได้แสดงให้เห็นถึงเสน่ห์ของกังฟูจีน จนได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกตลอดมา คำว่ากังฟูในภาษาอังกฤษเรียกว่า Kung Fu หรือ Martial Arts ซึ่งในภาษาจีนก็หมายถึงวิทยายุทธที่มีความเป็นมาอันยาวนานถึงพันกว่าปีและวิธีออกกำลังกายประเภทต่างๆ ที่สามารถทำให้สุขภาพแข็งแรง ซึ่งได้รวมเพลงมวยและการใช้อุปกรณ์กังฟูพื้นฐานต่างๆ ตามสถิติจากผู้เชี่ยวชาญ เพลงมวยจีนมีกว่าร้อยชนิดและมีอุปกรณ์การเล่นกังฟูที่มีลักษณะเป็นทรงยาว 9 ชนิดและทรงสั้นอีก 9 ชนิด ซึ่งก็คือ “อุปกรณ์ 18 อย่าง” ที่คนจีนพูดถึงบ่อยๆ ซึ่งรวมถึงมีด ปืน ดาบ และไม้เป็นต้นทั้งหมด 18 ชนิดด้วยกัน เพลงมวยและอุปกรณ์แต่ละชนิดในกังฟูจีนต่างก็มีวิธีและลีลาท่าทางการเล่นที่แตกต่างกันโดยมีทฤษฎีและเทคนิคการเล่นที่ลึกซึ้งมากและมีประวัติยาวนาน

กังฟูจีน มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากกีฬาธรรมดา ๆ ทั่วไป นักกีฬาที่เล่นกีฬาเหล่านี้เมื่ออายุถึงวัย 30 ปีเศษ ก็ต้องลาจากเวทีกีฬาเนื่องจากสุขภาพร่างกายสู้ไม่ไหว ยิ่งหลังจากย่างเข้าสู่วัยกลางคนเข้าไปด้วยแล้วส่วนมากมักจะได้รับผลกระทบจากการเล่นกีฬาซึ่งหักโหมเกินไปในสมัยเด็กหรือเยาวชน จนทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บโดยไม่รู้สึกตัว แต่สำหรับกังฟูจีนเป็นกังฟูภายในและกังฟูภายนอก ดังคำที่มักพูดกันว่า “ภายนอกจะช่วยฝึกร่างกายและผิวพรรณ ส่วนภายในจะฝึกจิตใจและพลังงานให้แจ่มใสแข็งแรงยิ่งขึ้น” นอกจากสามารถฝึกสุขภาพให้แข็งแรงสมองว่องไวแล้ว ยังสามารถบำรุงสุขภาพทำให้อายุยืน เสริมให้ปอดและอวัยวะต่างๆ แข็งแรงขึ้นทำให้หลอดลมใหญ่และเส้นเลือดไหลเวียนคล่องขึ้นด้วย

ขณะเดียวกัน กังฟูจีนยังเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันทางวัฒนธรรมของชนชาติจีน จิตใจและอุปนิสัยของชนชาติจีนอย่างลึกซึ้ง ประกอบด้วยรูปแบบหลากหลายชนิดและยังพร้อมการเปลี่ยนแปลงไปด้วยเพื่อให้เกิดเป็นศิลปะที่สมบูรณ์ในสายตาของชาวต่างประเทศ กังฟูจีนเป็นสัญลักษณ์ของจีนชนิดหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยความน่าพิศวงแต่ก็โรแมนติกด้วย

บางคนอาจจะคิดในใจว่ากังฟู แสดงให้เห็นว่าจีนเป็นชนชาติที่ชอบใช้กำลังอะไรนิดอะไรหน่อยก็ใช้มือใช้เท้าเป็นเครื่องแก้ปัญหาจริงๆ แล้วกังฟูจีนเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน และความมีสัมมาคารวะของคนจีนมากกว่า กังฟูจีนส่วนใหญ่จะฝึกกันภายในวัดที่ตั้งอยู่ในหุบเขาลึก โดยผู้ฝึกจะต้องฝึกความอดทนต่อความยากลำบากและขัดเกลาอารมณ์ของตนเสียก่อน ต่อเมื่อผู้ฝึกสามารถคงความสงบเยือกเย็นจากจิตใจจนสามารถถ่ายทอดไปสู่การเคลื่อนไหวร่างกายได้แล้ว จุดประสงค์ของการฝึกกังฟูก็เพื่อป้องกันตัว ไม่ใช่จู่โจมหรือทำร้ายผู้อื่น ฝึกเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพื่อนำวิชากังฟูไปกดขี่ขมเหงผู้อื่น เป็นการดับความเหิมเกริมในตน หาใช่เอาความเหิมเกริมของตนไปใช้กับคนอื่นอย่างที่เข้าใจกันไม่ การพัฒนากังฟูจีนก่อให้เกิดจิตวิญญาณของจอมยุทธผู้ทรงคุณธรรมในหมู่คนจีน ครั้งนี้ผมตัดสินใจโทรหาแม่ขอไปเรียนมวยกังฟูที่วัดเส้าหลินแทนการเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย แม้ผมจะอ้อนวอนอ้างเหตุผลใดๆ ก็ตาม แน่นอนว่าคำตอบคือไม่อนุญาต แม่ผมไม่สนับสนุนผมในเรื่องการฝึกการต่อสู้ทั้งหมดที่ผ่านมาตั้งแต่แรก สมัยเด็กแม้ผมจะโดนรังแกก็ตาม แต่ถ้ามีเรื่องชกต่อยเกิดขึ้น ผมก็จะโดนแม่ทำโทษซ้ำอีก

จนเมื่อช่วงใกล้เรียนจบปี 1 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผอิญผมได้รับโบรชัวร์ประชาสัมพันธ์รับสมัครนักศึกษาใหม่ ของมหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ ภาพเขียวชอุ่มจากมวลต้นไม้ ในโบรชัวร์ภายในมหาวิทยาลัยพายัพ เย้ายวนให้ผมซึ่งเบื่อหน่ายกับมลพิษฝุ่นควันในเมืองหลวง อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปเรียนที่นั่นยิ่งนัก ผมโทรไปปรึกษาแม่เรื่องขอย้ายไปเรียนคณะบริหารธุรกิจสาขา วิชาการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยวที่มหาวิทยาลัยพายัพ ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่น้องสาวผมเองที่ย้ายจากหาดใหญ่ ไปเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อสามปีที่แล้ว ปีนี้้น้องสาวผมก็สามารถสอบเข้าเรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้พอดี จึงเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นที่แม่จะอนุญาตให้ผมย้ายที่เรียน เพื่อจะได้ไปเรียนในระดับอุดมศึกษาอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ด้วยกันทั้งพี่ทั้งน้องเลย

ในปี พ.ศ.2531 ผมจึงย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ เป็นเด็กซิ่วในภาษาที่เขาใช้เรียกกันเมื่อผมย้ายมาเรียนที่นี่ ผมจึงไม่ได้ฝึกมวยต่างๆ กับครูเหมือนตอนสมัยที่เรียนอยู่ที่กรุงเทพฯแล้ว แต่ผมก็จัดเวลาฝึกซ้อมเองอย่างมีวินัยในทุกวิชาที่ผมเรียนมา วิดพื้น ฝึกกำลังรวมถึงฝึกท่าทางการออกมวย ตามอย่างในภาพยนตร์ทุกเรื่องของ บรูซ ลี ดารานักบู๊ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการฝึกมวยของผม การได้ฝึกมวยทำให้ผมสดชื่นมีพลังแคล่วคล่องว่องไว มีสมาธิจดจ่อและคลายเหงาได้อย่างดีด้วย

สาวๆ ที่เรียนคณะบริหารธุรกิจสาขาวิชาการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยวค่อนข้างหน้าตา และบุคลิกดีโดยเฉพาะน้องๆ ปี 1 ด้วยแล้วเป็นที่สนอกสนใจของบรรดารุ่นพี่เสมอ และในวันสอบปลายภาคเทอมแรก ผมมีเรื่องชกต่อยกับพวกรุ่นพี่ปี 6 (รุ่นพี่ที่เรียนไม่จบภายใน 4 ปี ปกติ) ที่ไม่พอใจหาว่าผมชอบมองหน้าพวกเขาเวลาไปนั่งเฝ้าดูสาวๆ ในห้องเรียนผม ซึ่งในตอนนั้นผมก็ไม่ได้สนุกกับการเรียนอยู่แล้ว ผมมักมองออกไปทางประตูเป็นระยะๆ เป็นปกติเพื่อฆ่าเวลา ยิ่งเวลามีกลุ่มคนมาอยู่ตรงบริเวณประตูหน้าห้องเรียนก็อาจเป็นไปได้ที่จะคิดว่าผมมองพวกเขาบ่อยๆ เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นที่ตรงบันไดทางเดินขึ้นลงของอาคารเรียนเมื่อรุ่นพี่ทั้ง 3 คน เดินมาเจอผมพอดี รุ่นพี่คนหนึ่งพูดใส่ผมว่า “มีปัญหาอะไรมั้ยทำไมชอบมองหน้าว่ะ” พลางเดินรี่เข้ามาเพื่อต่อยหน้าผม ผมจึงยกขาถีบตรงไปที่ท้องทีนึง จนแกกระเด็นพลาดตกบันไดไปหลายขั้น ก่อนที่แกจะคว้าราวบันไดไว้ได้ทันไม่กลิ้งลงไปถึงขั้นสุดท้าย จังหวะนั้นรุ่นพี่อีกคนเข้ามาทางด้านหลังแล้ว ล็อกแขนทั้งสองข้างผมไว้ได้ เปิดโอกาสให้รุ่นพี่อีกคนรีบง้างหมัดชกผมเข้าที่ด้านข้างของใบหน้าไปก่อนหนึ่งที รุ่นพี่คนแรกที่ผมถีบไปนั้นเห็นผมโดนเพื่อนแกต่อยแล้ว ขณะที่ผมยังโดนเพื่อนแกล็อกแขนผมอยู่ แกรีบตั้งหลักแล้วพุ่งเพื่อจะเข้ามาต่อยผมคืนบ้าง ผมก็ยกขาถีบท่าเดิมไปที่ท้องแกซ้ำอีกทีอย่างจังจนแกตกบันไดและคว้าราวบันได้ในแบบเดิมอีก รุ่นพี่คนที่ต่อยหน้าผมได้รีบต่อยผมซ้ำที่เดิมเป็นครั้งที่สอง ครู่เดียวมีเพื่อนผมเข้ามาห้ามและเจรจาให้เรื่องยุติสถานการณ์คลี่คลายลงเพราะช่วงบ่ายเป็นเวลาสอบอีกครั้ง ก่อนแยกย้าย ผมหันไปพูดกับรุ่นพี่ที่ต่อยผมว่า “มึงต่อยกู 2 ที กูไม่เคลียร์นะ”

เย็นวันนั้นหลังจากสอบเสร็จผมฝากกระเป๋าไว้กับเพื่อนและบอกให้เพื่อนๆ กลับบ้านกันไปก่อนไม่ต้องตามมาด้วย อาจเป็นความฝังใจสมัยเรียนมัธยม ที่ผมเคยโดนรุมทำร้าย 20 ต่อ 1 ตอนนั้นแม้จะมีเพื่อนผมอยู่ด้วยนับสิบคนแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วย ผมจึงบอกตัวเองว่าต่อไปนี้จะลุยเองคนเดียวสบายใจกว่า เพราะถ้ามีเพื่อนแต่เพื่อนไม่ช่วยก็เจ็บใจอยู่ดี ผมเดินไปยังกลุ่มรุ่นพี่เหล่านั้นที่จับกลุ่มทั้งยืนและนั่งคุยกันอยู่ราว 8 คน รุ่นพี่ที่ต่อยหน้าผมยืนเอามือเท้าโต๊ะอยู่ ผมเดินเข้าไปยืนด้านหลังใช้มือสะกิดไหล่พร้อมพูดทันทีว่า “ที่มึงต่อยกู 2 ที กูขอคืนนะ” จังหวะที่แกหันหน้ามาดู ผมก็งัดหมัดเสยเข้าที่หน้าแกอย่างจัง แม้ในใจคิดไว้แล้วว่าจะต่อยหมัดคว่ำลงตามอีกหมัด แต่เพียงหมัดแรกเลือดที่พุ่งจากแผลที่แตกและฉีกตรงเนื้อที่ริมฝีปากกึ่งจมูกก็ทะลักเต็มมือแก ทุกคนถอยกรูด “ใครจะเล่นต่อ ก็เข้ามาเลย” ผมพูดพร้อมตั้งท่ากำหมัดย่อตัวเตรียมรับมือกับกลุ่มรุ่นพี่ที่คิดจะช่วยเพื่อนของเขา ผ่านไปครู่นึงก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ผมอาสาพารุ่นพี่คนนั้นไปล้างเลือด แกบ่นพึมพำว่าเสื้อเปื้อนเลือดแบบนี้โดนแม่ด่าแน่ๆ ผมได้ฟังแล้วนึกถึงแม่เหมือนกันก็เข้าใจดี พลางถอดเสื้อผมให้แกใส่กลับบ้านแทนและนำเสื้อแกกลับมาซักให้ที่บ้าน

วันรุ่งขึ้น มีคนมาสะกิดหลังผมตอนนั่งทานข้าวกลางวัน ผมสังเกตเห็นเพื่อนที่นั่งตรงข้ามกับผมมีสีหน้าผิดปกติผมกำช้อนและส้อมในมือแน่น ไม่หันหน้าไปเพราะคิดว่าต้องเป็นกลุ่มรุ่นพี่กลุ่มเดิมอีกแน่ “กูมาขอเอาคืน ตอนนี้เลย” รุ่นพี่พูด “ตอนนี้ไม่ได้เดี๋ยวมีสอบอีก รอสอบเสร็จก่อน เจอกันตอนสี่โมงเย็นนะ” ผมพูดโดยที่ไม่หันหน้าไปแต่อย่างใด

สี่โมงสิบห้านาทีแล้ว แต่ยังไม่มีใครมาตามนัดเพื่อนผมบอกให้กลับบ้านเถอะผมชนะแล้วไม่มีใครกล้ามา ผมบอกว่าใจเย็นๆ พวกนั้นมาแน่นอน อีกครู่เดียวก็มีรุ่นพี่และเพื่อนเดินกันมาสองคน ผมบอกให้เพื่อนกลับบ้านไปก่อนเหมือนเคย รุ่นพี่คนเดิมชวนให้ผมไปต่อยกันที่ห้องน้ำชาย พอผมเดินเข้าไปอยู่ในห้องน้ำ ก็หันไปเห็นพวกรุ่นพี่ที่ตามมาสมทบกันอีกนับสิบคนยืนปิดทางเข้าออกห้องน้ำทั้งสองฝั่ง ผมเริ่มตัวต่อตัวกับรุ่นพี่คู่กรณี แกออกหมัดเท้ามาไม่เป็นกระบวน ผมฉากหลบหลีกรอรับอยู่ครู่นึง จนเกิดลื่นเสียหลักเองนิดหน่อยเพราะก้าวถอยหลังพลาดตรงพื้นต่างระดับในห้องน้ำ พวกที่รออยู่ด้านนอกเห็นผมเสียจังหวะนั้นก็ทำท่ากรูเข้ามาหวังจะรุม ผมหันไปยกมือห้ามแล้วบอกว่า “เฮ้ย!ใจเย็นๆ ถ้ากูไม่หมดแรงเสียก่อน ใครต่ออีกก็ได้ ได้หมด” ทุกคนจึงชะงักไม่ได้เข้ามา ปล่อยให้ผมกับรุ่นพี่ต่อยกันต่อ จนถึงจังหวะที่ผมเตะออกไป พลันรองเท้ามวยจีนแบบสวมหลุดจากเท้าข้างนึงลอยข้ามเข้าไปในห้องส้วมห้องหนึ่ง ผมขอเข้าไปเก็บพลางคิดในใจว่าคงต้องจบเกมล่ะ มัวแต่รอรับเสียเวลาและเมื่อออกมายืนประจันหน้าอีกครั้งผมจึงตั้งท่าแล้วเข้าพุ่งหมัดตรงชกไปที่ปากบวมเจ่อโดนแผลเดิมอีกครั้ง เลือดทะลักออกมาอีกแล้ว “เฮ้ย!พอแล้วๆ มึงเป็นมวยเหรอว่ะ” รุ่นพี่พูดพลางยกมือปิดตรงแผลเดิมที่มีเลือดกำลังไหลอยู่

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ผมก็ได้รับบาดเจ็บจากตอนต่อยคืน ในท่ากำหมัดต่อยงัดขึ้นในหมัดแรก ตอนชกกระดูกสันหมัดตรงบริเวณนิ้วกลาง ดันไปโดนฟันซี่ด้านหน้าของรุ่นพี่เจาะเข้าไปอย่างจัง ทำให้ผมมีอาการเจ็บเมื่อต้องกำหมัดให้แน่น และไม่สามารถวิดพื้นแบบกำหมัดได้เลยเป็นเดือนๆ ผมคิดถึงหมอจีนแต่ก็ไม่รู้จะไปหาได้ที่ไหน ผมเริ่มอยากรักษาอย่างจริงจัง ผมพูดเปรยๆ กับญาติคนนึงเพื่อให้แนะนำหมอจีนในเชียงใหม่ให้ ญาติผมหันไปถามเพื่อนแกว่าเป็นคนที่นี่พอจะรู้จักหมอจีนแนะนำให้บ้างไหม “มีๆ เป็นศิษย์พี่ที่เรียนมวยจีนมาด้วยกัน ชื่อหมอน้อย เดี๋ยวบอกที่อยู่ให้”

ณ บ้านพักหลังสถานีวิทยุ หมอน้อยนั่งนวดรักษาคนอยู่ภายในบ้าน ผมแนะนำตัวและรอรับการรักษาโดยการพอกยา ไม่นานอาการก็ดีขึ้นตามลำดับ หมอน้อยมีชื่อเสียงทางด้านรักษากระดูก เส้นเอ็นแบบแผนจีนโบราณ ทั้งยังเป็นครูสอนมวยกังฟูอยู่ในเชียงใหม่มานานแล้ว

“นายชอบฝึกมวยเหรอ” หมอน้อยถามผม “ครับ” ผมตอบ “อยากฝึกกังฟูมั้ย” หมอน้อยถามต่อ “ได้ครับ ผมต้องทำไงบ้าง” ผมถาม “ถ้าอยากฝึกกังฟูให้นายกลับไปแล้วโกนผมให้หัวล้านมาเลยนะแล้วผมจะฝึกกังฟูให้” หมอน้อยเหมือนกำลังทดสอบอะไรบางอย่าง วันรุ่งขึ้นผมไปโกนผมหัวล้านและเข้าไปหาหมอน้อยในค่ำวันนั้นเลย แกคงพอใจและเริ่มให้ผมฝึกมวยกังฟูกับแกได้โดยแกให้ผมเรียกแกว่า “พี่น้อย” แทนคำว่าหมอน้อยหรืออาจารย์น้อย

อาการบาดเจ็บนำพามาให้ผมได้พบหมอรักษาแบบแผนจีนโบราณที่กลายมาเป็นอาจารย์สอนกังฟูให้ผมในครั้งนี้นับเป็นการถูกกำหนดโดยโชคชะตามาแล้ว คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน เส้นทางการฝึกวิทยายุทธกังฟูของผมเริ่มขึ้นแล้ว

More To Explore

Takrut

“สงคราม 9 ทัพ” สงครามใหญ่ต้นแผ่นดินรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เมื่อเสร็จศึกที่ลาดหญ้าเมืองกาญจนบุรีแล้ว เสด็จยกทัพลงไปช่วยทางปักษ์ใต้ต่อ แต่ก่อนที่จะเสด็จไปถึง ทัพพม่าได้โจมตีเมือ

General

จากใจผู้เรียบเรียง ในหนังสือศาสตร์แห่งไทฟูโด

หลายปีที่รอให้มีหนังสือประวัติตัวเอง ทำไมน่ะหรือ? เพราะเวลาเล่าประวัติตัวเองให้ลูกศิษย์ฟังหรือเพื่อนที่สนใจฟัง ทุกคนจะงงๆ เรื่องห้วงเวลา ในการฝึกมวยแล

General

คำนิยมจากนายแพทย์บัญชา แดงเนียม ในหนังสือศาสตร์แห่งไทฟูโด

ข้าพเจ้า มีความสนใจในวิชาศิลปศาสตร์การป้องกันตัวมาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น และมีโอกาสได้เรียน “ไอคิโด” อยู่ช่วงหนึ่งจนกระทั่งเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์ของม

General

คำนิยมจากวาทิต ชาติกุล ในหนังสือศาสตร์แห่งไทฟูโด

ผมได้ยินชื่ออาจารย์ชีวิน อัจฉริยะฉาย มานานแล้วเมื่อครั้งสมัยที่ตนเองไปฝึกมวยที่เยาวราชโดยได้ยินจากอาจารย์และรุ่นน้องอาจารย์ชีวิน พี่ๆ ที่ช่วยฝึกสอน ทุ

General

คำนิยมจากชาครีย์ เชาวนสมิทธ์ ในหนังสือศาสตร์แห่งไทฟูโด

หนังสือรายเดือน GB : GUNS&BLADES ที่ผมทำมาเกือบสิบปีนั้น ตั้งปณิธานชัดเจนเป็นธงนำไว้คือ ส่งเสริมและยกย่องผู้มีความสามารถเรื่องราวของ ปืน นั้นคือสิ