คำนิยมจากวาทิต ชาติกุล ในหนังสือศาสตร์แห่งไทฟูโด

Share This Post

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on email

ผมได้ยินชื่ออาจารย์ชีวิน อัจฉริยะฉาย มานานแล้วเมื่อครั้งสมัยที่ตนเองไปฝึกมวยที่เยาวราชโดยได้ยินจากอาจารย์และรุ่นน้องอาจารย์ชีวิน พี่ๆ ที่ช่วยฝึกสอน ทุกคนเล่าถึงฝีไม้ลายมือที่ยอดเยี่ยมของอาจารย์ชีวินให้ฟังในตอนนั้นผมอดที่จะทึ่งไม่ได้เพราะขนาดรุ่นน้องอาจารย์ชีวินพี่ๆ ร่วมสำนักก็ฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดาทุกคน

สมัยนั้นพวกเราฝึกกันหนักหน่วงมากๆ เพราะทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เรานัดฝึกกันตั้งแต่หกโมงเย็น ฝึกไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก บางทีไปเลิกเอา ตี ๔ ตี ๕ แล้วยังนัดฝึกแยกตามบ้านพี่ๆ น้องๆ ตามความสะดวก ตอนนั้นผมเองก็ชื่นชอบกับวิถีแห่งดาบญี่ปุ่น เลยไปฝึกเคนโดที่โรงยิมเก่าของคณะครุศาสตร์ เอกพละศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรียกได้ว่าฝึกทั้งหมัดมวย ฝึกทั้งอาวุธในรูปแบบกีฬา นับได้ว่าช่วงนั้นจากฝีมือที่เป็นศูนย์ของผม พัฒนาไปไกลมากเพราะมีคนขอผลักมือด้วยที่สวนลุมพินี

ผมได้พบกับอาจารย์ชีวินครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๔๖ หลังจากที่ผมตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านที่นครศรีธรรมราชได้ประมาณ ๖ เดือนผมจำได้ว่าเมื่อเจอครั้งแรก มีความประทับใจในตัวอาจารย์ชีวินอย่างมากชายร่างสูงโปร่งรูปร่างสันทัดกล้ามเนื้อแน่น พาผมไปทานบะหมี่ชื่อดัง แล้วซักถามเรื่องมวยตามธรรมเนียมของคนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน อาจารย์ชีวินได้โทรไปหาอาจารย์ของผม (อาจารย์พูน) แล้วบอกว่าผมมาขอต่อมวย แล้วพาผมไปยังโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัวแห่งหนึ่ง แล้วสั่งให้ลูกศิษย์สอนแทน ส่วนตัวอาจารย์ชีวินมาผลักมือกับผมเพื่อทดสอบทักษะ

และในวันนั้นเองที่ผมพบว่า การฟังแรงอย่างละเอียดเป็นอย่างไร ผมพยายามส่งแรงและออกอาวุธในรูปแบบต่างๆ แต่ผมกลับยืนนิ่งไม่สามารถออกอาวุธได้เพราะอาจารย์ชีวินดักทางไว้ทั้งมือและเท้า เหมือนรู้ล่วงหน้าว่าผมจะออกอาวุธแบบไหน และที่สำคัญกว่านั้นคือการยืมแรงขาของผมมาพลิกตัวเตะเข้ายอดอกจนผมกระเด็นไปติดข้างฝา บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นผมแทบจะลุกไม่ไหว แต่ด้วยความอายลูกศิษย์ของอาจารย์ชีวิน เลยกัดฟันยืนขึ้นเพื่อฝึกต่อ อาจารย์ชีวินถามว่า “เจ็บมั้ย” ผมพยักหน้าแล้วอาจารย์ชีวินยื่นมือมาในลักษณะเตรียมพร้อม ผมยกมือขึ้นแตะและเตรียมใจรับความเจ็บมากกว่านี้

แต่ครั้งนี้ผิดคาด ตรงที่อาจารย์ชีวินสาธิตการฟังแรง การรับแรง การยืมแรงในรูปแบบต่างๆ ที่ผมเคยเห็นแต่ในหนังสือและในหนัง ไม่ว่าจะเป็นการสะบัดตัวสลายแรงแล้วโจมตีกลับ (ฉันซื่อจิ่ง) การหยุ่นตัวแล้วส่งแรงกลับ (หมี่กง) การออกหมัดออกอาวุธแบบมวยหย่งชุน มวยตั๊กแตน มวยสกุลหง มวยไทจี่สายอื่นๆ นับได้ว่าเป็นความประทับใจแรกที่ผมมีต่ออาจารย์ชีวินเป็นอย่างมากสิ่งหนึ่งที่ผมได้พบในตัวอาจารย์ชีวินนอกเหนือจากความเก่งมวยเก่งอาวุธแล้ว คือความมีน้ำใจ ความเปิดกว้างให้ทุกคนที่สนใจมวยและศิลปะป้องกันตัว การแสวงหาความเป็นมิตรกับผู้คนที่รายรอบเข้ามาหา เมื่อครั้นสนิทกันมากเข้าก็พบว่าภูมิหลังของผมกับอาจารย์ชีวินแทบไม่ต่างกันเลย คือเป็นเด็กอ่อนแอที่ถูกรังแก เพียงแต่ผมเลือกที่จะหลีกหนีเข้าห้องสมุดคนเดียวไม่ยุ่งกับใครนอกจากหนังสือ

ในขณะอาจารย์ชีวินเลือกที่จะสู้กับการถูกรังแก เลือกที่จะเจ็บเพื่อที่แข็งแรงกว่าศัตรูและแน่นอนว่าทัศนคติของครูและผู้ใหญ่ในเวลานั้น ย่อมมองเห็นว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กมีปัญหาและโดยมากแล้วมักจะเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง หัวดื้อ ถนัดแต่กิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน เช่นกีฬา ดนตรี ศิลปะ แต่ผู้ใหญ่กลับไม่ได้มองไปถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริงว่าปัญหาเกิดจากอะไร และลืมไปว่าเด็กแต่ละคนย่อมมีดีของตนเอง มีทิศทางที่จะส่งเสริมไปในที่ถูกต้องโดยทัศนคติที่ถูก
เรื่องบางเรื่องก็ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ ณ วันนี้ ในประเทศไทยอาจารย์ชีวินได้พิสูจน์แล้วว่า เด็กชอบเล่นกีฬาคนหนึ่ง ชอบศิลปะป้องกันตัว ชอบดาบ ชอบมวยและศาสตร์สงครามแต่โบราณของสยาม ได้สถาปนามวย
“ไทฟูโด” ขึ้นมาโดยวางแนวทางการฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวได้อย่างมีระบบ ระเบียบมากที่สุด ใช้เลี้ยงชีพเลี้ยงตัวเลี้ยงตนโดยไม่จำเป็นต้องทำอย่างอื่น มีลูกศิษย์อีกนับพันนับหมื่น ไทฟูโดคือศาสตร์ป้องกันตัวแบบใหม่ที่อาจารย์ชีวินคิดขึ้นมา และมีวิถีอนุรักษ์นิยมผสมการปรับใช้ให้เหมาะกับปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมใช้ระบบการเลื่อนขั้นด้วยสายคาดเอวจากญี่ปุ่นแต่ยึดถือธรรมเนียมการยกน้ำชารับศิษย์แบบจีนในขณะเดียวกันยึดมั่นในมารยาทแบบสังคมไทยมุ่งเน้น
ความกตัญญู

ผมเฝ้ามองอาจารย์ชีวินอยู่ห่างๆ ซึ่งขณะนั้นอาจารย์ชีวินกำลังโลดแล่นในวงการบันเทิงโดยเป็นครูผู้ฝึกสอน โทนี่ จา ที่โด่งดังจากภาพยนตร์หลายเรื่องและคงโลดแล่นในภาพยนตร์หลายเรื่อง ละครซีรีย์ชื่อดังที่เข้าถึงสังคมวัยรุ่นยุคนี้มากเป็นประวัติการณ์

ผมเองแม้จะเก่งอย่างอาจารย์ชีวินไม่ได้ แต่มาพิจารณาตนเอง ผมสามารถที่จะรองรับและสนับสนุนอาจารย์ชีวินได้ ซึ่งถ้ามีโอกาสก็จะทำอย่างเต็มความสามารถ จนวันหนึ่งอาจารย์ชีวินโทร.หาผมหลังจากเสร็จงานอารักขาบุคคลสำคัญท่านหนึ่ง บอกความประสงค์ว่า “จะทำซีรีย์หนังแอคชั่น” ให้ออกมาเจอที่โรงแรมที่อาจารย์ชีวินพักอยู่

อาจารย์ชีวินถามว่าผมมีแนวคิดอย่างไรบ้าง สิ่งที่ผมตอบไปได้ขณะนั้น คือในเมื่อสิ่งที่อาจารย์ชีวินชำนาญที่สุดคือศิลปะป้องกันตัว ทำไมไม่เอาคนเป็นมวย เป็นศิลปะป้องกันตัวจริงๆ มาเล่นเลย เพราะอาจารย์ชีวินปั้นคนอื่นเป็นดาวเด่นมากมาย ซึ่งอาจารย์ชีวินเห็นด้วย ประเด็นถัดมาคือจะเอาเรื่องอะไรมาทำ ผมเสนอไปว่าเรื่องที่อาจารย์ชีวินรู้ดีที่สุดกับเรื่องที่ต้องคิดขึ้นมาใหม่ หากันใหม่ อะไรง่ายกว่ายากกว่า

ใช่ครับ ผมเสนอเรื่องของ ไทฟูโด สถาบันศิลปะป้องกันตัวแห่งเดียวในประเทศที่ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการและมีชื่อเสียงไปถึงมาเลเซีย สิงค์โปร์และเรื่องราวของอาจารย์ชีวินเด็กถูกรังแกคนหนึ่งที่ประสบพบเจอมาตั้งแต่เด็กจนมาได้แชมป์คาราเต้ ไทยแลนด์ โอเพนต์ ครั้งแรก จนกลายมาเป็นผู้สถาปนาวิชา ไทฟูโด ขึ้นมา มีทิ้งท้ายของแต่ละตอนด้วยบุคคลจริงที่อ้างถึง ไปจนถึงสารคดีศิลปะป้องกันตัวแต่ละอย่าง ถือกำเนิดขึ้นมาในประเทศไทยได้อย่างไร

ในครั้งนั้น แม้หลักคิดของเรา เรื่องเอาคนมีวิชามาเล่นจริง และเรื่องราว “ไทฟูโด” จะประทับใจทุกฝ่าย แต่อาจจะเป็นเพราะเราเร่งรีบไป บทเลยไม่ผ่าน แต่หากมองในแง่มุมที่ดี นั่นคือการได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ ซึ่งผลของการเริ่มใหม่ก็คือหนังสือที่อยู่ในมือท่านขณะนี้ ที่มีเรื่องราวของอาจารย์ชีวิน หลักปรัชญาไทฟูโด และศาสตร์โบราณอย่างอักขระเลขยันต์ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องราวเหล่านี้จะถูกพัฒนาเป็นบทละครซีรีย์ เผยแพร่สู่สายตาทุกท่านอีกครั้งหนึ่งและเมื่อถึงวันนั้น อาจารย์ชีวิน อัจฉริยะฉาย (พยัคฆ์ขาวแดนใต้) เด็กที่ถูกรังแกชอบเล่นกีฬา อาจจะผงาดศักดิ์ศรีได้อย่างไม่แพ้ใคร

วาทิต ชาติกุล
นักเขียนบทภาพยนตร์รางวัลดีเด่น
กระทรวงวัฒนธรรม ๒๕๖๒

More To Explore

Takrut

ประวัติเหรียญสมเด็จพระนเรศวรหลังเสือคาบดาบ พร้อมวิธีใช้ ศาสตร์พลพยัคฆ์ สำนักดาบเมืองหาดใหญ่

ประวัติเหรียญสมเด็จพระนเรศวรหลังเสือคาบดาบ พร้อมวิธีใช้ศาสตร์พลพยัคฆ์ สำนักดาบเมืองหาดใหญ่ ในช่วงปี