บทที่ 4 คาราเต้ (Karate) วิถีมือเปล่า [TaiFuDo Academy]

Share This Post

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on email

ในปี พ.ศ.2530 ผมเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่กรุงเทพฯ ผมอยากฝึกฝนมวยต่อแต่ครั้งนี้ผมมองหามวยอื่นอีกที่นอกเหนือจากยูโดและมวยสากลที่ผมได้ฝึกมาก่อนแล้ว ผมนั่งดูการฝึกคาราเต้อยู่ราวหนึ่งสัปดาห์ ผมจึงตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกที่ชมรมคาราเต้ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย UTCC Karate Club เพื่อจะได้ฝึกคาราเต้อย่างจริงจังผมน่าจะเป็นสมาชิกรุ่นที่ 15

คาราเต้ คือการต่อสู้ด้วยการใช้อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว ศอก เป็นต้น แต่เมื่อถูกดัดแปลงเป็นกีฬาแล้วเหลือเพียงมือและเท้า

คาราเต้ (空手, karate, – คะระเตะ) หรือ คาราเต้โด (空手道, karatedo, – คะระเตะโด, วิถีมือเปล่า) เป็นศิลปะการต่อสู้ถือกำเนิดที่โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น เป็นการผสมผสานระหว่างการต่อสู้ของชาวโอกินาวาและชาวจีน คาราเต้ได้เผยแพร่เข้าสู่ญี่ปุ่นในปี พ.ศ.2464 (ค.ศ.1921) เมื่อชาวโอกินาวาอพยพเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น

สมัยคริสตศตวรรษที่ 14 โอกินาวาได้มีการติดต่อการค้ากับทางจีนแผ่นดินใหญ่ ที่มีมานานมากตั้งแต่สมัยอดีต ในขณะนั้นได้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม วิชาการความรู้แขนงต่างๆ รวมถึงศิลปะการป้องกันตัว โอกินาวาได้มีศิลปะการต่อสู้ประจำอยู่แล้ว และได้ผสมผสานกับทักษะที่ได้รับมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งก็คือมวยใต้และเส้าหลินใต้ในฟูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) แล้วพัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมา จนสามารถเรียกว่าเป็นต้นกำเนิดของคาราเต้โดยโอกินาวาจะเรียกศิลปะป้องกันตัวของตนเองว่า โทเต้ (Tode) ในภาษาโอกินาวา (หรือในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกโอกินาวาเต้)

โซคอน มัทสุมูระ (Sokon Mutsumura) ผู้เชี่ยวชาญแห่งชูริเต้ ได้เดินทางไปจีนเพื่อศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมความรู้ของตนและนำกลับมาพัฒนาชูริเต้ ความรู้ใหม่ที่โซคอนนำมาก็คือทักษะของมวยสิงอี้ฉวน ต่อมา โชกิ โมโตบุ Shoki Motobu ผู้เชี่ยวชาญแห่งชูริเต้ ได้แลกเปลี่ยนความรู้กับ T’ung Gee Hsing (ผู้สืบทอดวิชาสิงอี้และปากั้ว ซึ่งอพยพมาอยู่ที่โอกินาวา) ต่อมาปี ค.ศ.1922 ฟูนาโกชิ กิชิน ลูกศิษย์ของ อังโก อิโตสึ (Anko Itosu) แห่งชูริเต้ ได้พัฒนาคาราเต้ และเผยแพร่เข้าสู่ญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการที่โตเกียวโดยได้รับการสนับสนุนของจิกาโร่ คาโน่ (Jikaro Kano) ผู้ก่อตั้งยูโดโคโดกัน (Kodokan Judo) และต่อมา บรรดาศิษย์ของฟูนาโกชิ ได้เรียกรูปแบบการสอนของฟูนาโกชิว่า โชโต (Shoto 松涛) ตามนามปากกาของท่านและได้เรียกโรงฝึกแห่งแรกของท่านว่า โชโตกัน (松涛館)

คันเรียว ฮิกาอนนะ (Kanryo Higaonna) ลูกศิษย์ของ อาราคากิ เซย์โช (Arakagi Seisho) ผู้เชี่ยวชาญนาฮาเต้ ได้เดินทางสู่ฟูเจี้ยนเพื่อหาประสบการณ์และศึกษาวิชาการต่อสู้ของจีน ได้เรียนกับ ริวริวโก (Ryu Ryu Ko) ผู้เชี่ยวชาญมวยจีน และเดินทางกลับมาพัฒนานาฮาเต้ ต่อมาโชจุน มิยากิ (宮城 長順 Miyagi Chojun, 1888-1953) ผู้สืบทอดนาฮาเต้ของคันเรียวได้เปลี่ยนชื่อสำนักนาฮาเต้ เป็น โกจูริวคาราเต้ (剛柔流空手) เพื่อพัฒนาให้ทันสมัยและได้เข้ามาในญี่ปุ่นและเริ่มทำการสอนคาราเต้ (แต่เดิมสอน อยู่ในโอกินาวาเป็นเวลาไม่นานนักหลังจาก ฟูนาโกชิ แห่งโชโตกัน หลังจากที่ มิยากิได้ทำการสอนในญี่ปุ่นและโอกินาวา ท่านได้ตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อศึกษาในด้านของมวยจีนตามแบบอาจารย์ของตนและได้กลับมาญี่ปุ่นอีกครั้งเพื่อเรียบเรียงตำราการฝึกสอนของสำนักโกจูริวขึ้นใหม่ ให้เหมาะสมกับที่ท่านได้เรียนรู้มา

ในขณะที่มิยากิเดินทางไปจีนแผ่นดินใหญ่ หนึ่งในนักเรียนที่ดีที่สุดของ มิยากิ ที่รู้จักกันดีในญี่ปุ่นก็คือโกเกน ยามากูจิ (剛玄 山口 Gogen Yamaguchi, 1909-1989) ฉายา THE CAT ผู้ได้รับสายดำระดับ 10 ดั้ง จากมิยากิได้ทำการสอนต่อไปในญี่ปุ่นโดยยึดหลักการสอนแบบดั้งเดิมที่ได้เรียนรู้จากมิยากิก่อนที่จะไปศึกษาต่อที่จีน
ภายหลังจึงเป็นเหตุให้เกิดการแบ่งแยกสำนักโกจูริว เป็น 2 พวก คือ โกจูริว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงท่าใหม่ ซึ่งผสมผสานศิลปะของมวยจีน โดย โชจุน มิยากิ และ โกจูไก พวกที่มีการสอนในญี่ปุ่นตั้งแต่แรกเริ่ม โดย โกเกน ยามากูจิ

คำว่า “คาราเต้” เดิมทีมาจากการออกเสียงแบบชาวโอกินาวา ตัว “คารา” 唐 ในภาษาจีน หมายถึง “ประเทศจีน” หรือ “ราชวงศ์ถัง” ส่วน “เต้” 手 หมายถึง มือ คาราเต้ หมายความว่า “ฝ่ามือจีน” หรือ “ฝ่ามือราชวงศ์ถัง” หรือ “กำปั้นจีน” หรือ “ทักษะการต่อสู้แบบจีน” ในรูปแบบการเขียนแบบนี้“ฝ่ามือราชวงศ์ถัง” จึงหมายถึง การต่อยมวยแบบถัง หรือ “ฝ่ามือจีน” ก็บ่งบอกถึงอิทธิพล ที่รับมาจากลักษณะการต่อสู้ของชาวจีนในปี ค.ศ.1933 หลังจากสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นครั้งที่ 2
กิชิน ฟุนาโคชิ (船越義珍 Funakoshi Gichin, 1868-1957) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ บิดาแห่งคาราเต้สมัยใหม่ได้เปลี่ยนตัวอักษร “คารา” ไปเป็นตัวอักษรที่มีเสียงเหมือนกันแต่มีความหมายว่า “ความว่างเปล่า”
空 แทน
เมื่อปี ค.ศ.1936 หนังสือเล่มที่สอง ของฟุนาโคชิใช้ตัวอักษร “คารา” ที่มีความหมายว่าความว่างเปล่าและในการชุมนุมบรรดาอาจารย์ชาวโอกินาวาก็ใช้ตัวอักษรเดียวกันตั้งแต่นั้นมาคำว่า “คาราเต้” (ซึ่งออกเสียง เหมือนเดิม แต่ใช้ตัวอักษรใหม่) จึงหมายถึง “มือเปล่า”

คำว่า “มือเปล่า” ไม่เพียงแต่นักคาราเต้จะต่อสู้โดยปราศจากอาวุธแล้ว ยังซ่อนความหมายตามความเชื่อแบบเซนไว้ด้วย เพราะตามวิถีแห่งเซนการพัฒนาความสามารถและศิลปะของแต่ละบุคคล จะต้องทำจิตใจให้ว่างเปล่าละเว้นจากความปรารถนาความมีทิฐิและกิเลสต่างๆ

คาราเต้ แปลว่า วิถีแห่งการใช้มือ (ร่างกาย) ต่อสู้โดยปราศจากอาวุธ วิถีแห่งคาราเต้เป็นวิธีการดึงพลังจากทั้งร่างมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้โจมตี ซึ่งความรุนแรงของการโจมตีนั้นมีคำกล่าวถึงว่า “อิคเคน ฮิซัทสึ”
(一拳必殺) หรือ “พิชิตในหมัดเดียว” สิ่งที่สำคัญของคาราเต้คือการต่อสู้กับตนเองเช่น การ ฝึกยั้งแรงการโจมตี โดยใช้ในการหยุดโจมตีเมื่อสัมผัสร่างกายคู่ต่อสู้แม้เพียงเล็กน้อย เพื่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บไม่มากและป้องกันการบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการฝึกการกำหนดความรุนแรงของการโจมตี เมื่อผู้ฝึกสามารถยั้งแรงได้ เขาก็จะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีได้จนถึงขีดความสามารถเช่นเดียวกัน

คำว่า โด แปลว่า วิถีทาง ลู่ทาง ศาสตร์ อีกทั้งยังหมายถึง ปรัชญาเต๋าอีกด้วย โด เป็นคำต่อท้ายที่ใช้สำหรับศิลปะหลายชนิด ให้ความหมายว่า นอกจากจะศิลปะเหล่านั้นจะเป็นทักษะแล้ว ยังต้องมีพื้นฐานของจิตวิญญาณอยู่ด้วย สำหรับในความหมายที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการต่อสู้ อาจจะแปลได้ว่า “วิถีแห่ง…” เช่น ใน ไอคิโด ยูโด เคนโด ดังนั้น “คาราเต้โด” จึงหมายถึง “วิถีแห่งมือเปล่า”

“โด” อาจมองได้ 2 แบบ คือ แบบปรัชญา และแบบกีฬา

“โด” แบบปรัชญาด้วยความหมายที่แปลว่า วิถีทาง และเป็นชื่อศาสนาเต๋าของศาสดาเหล่าจื๊อ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมาก ในด้านปรัชญาพุทธศาสนานิกายเซนของญี่ปุ่น การตีความหมายคำนี้จึงอาจมองได้ว่า วิถีทางการดำเนินชีวิต จิตวิญญาณของนักคาราเต้ เป็นต้น ซึ่งนักคาราเต้บางท่าน อาจใช้ คาราเต้ เป็นวิถีแห่งการเข้าถึง จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ (เต๋า เซน) ได้ ดังนั้นคำว่า “โด” ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนจำมีวิธีการในการเดินแตกต่างกัน “โด” แบบกีฬาจริงๆ ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่ามีทั้งคำว่า คาราเต้ และคาราเต้โด ทำไมต้องเพิ่มคำว่า โด คำว่า “โด” เริ่มใช้ครั้งแรกในศิลปะป้องกันตัว ยูโด โดยปรมาจารย์จิกาโร่ คาโน่ แห่งโคโดกันยูโด เพื่อเปลี่ยนแปลง และแบ่งแยกวิชาใหม่ โดยแยกตัวออกจากวิชา ยิวยิตสู ซึ่งยูโดได้ตัดทอนกระบวนท่าที่อันตรายออกไป เพื่อการฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ และสามารถจัดการแข่งขันได้
คาราเต้ แต่เดิมไม่มีคำว่าโด เช่นกัน แต่ก่อนจะเรียกว่า คาราเต้จิทสุ หรือว่า คาราเต้ แต่เริ่มใช้คำว่า “โด” เมื่อมีการจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศ ซึ่งต้องรวมนักคาราเต้จากทั้ง 4 สำนักใหญ่เข้าไว้ จึงต้องบัญญัติกฏการแข่งขันใหม่ ลดทอนการจู่โจมที่อันตราย และสามารถแข่งขันกันได้อย่างเต็มที่ และเป็นกลางที่สุด คำว่า “โด” ในคาราเต้จึงเกิดขึ้น และมีความหมายว่า วิถีทางการต่อสู้ในรูปแบบของคาราเต้ซึ่งคำว่าคาราเต้โด โดยมากจะใช้ในการแข่งขัน

คาราเต้ ประกอบด้วย 3K คือ Kihon ( กิฮ้อง) เป็นท่าพื้นฐาน Kumite (คุมิเต้) เป็นการต่อสู้ Kata (คาตะ) เป็นท่าเพลงมวย รวมแล้วเป็น KARATE (คาราเต้) เป็นการฝึกเพื่อให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง และสามารถต่อสู้ป้องกันตัว ช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้ในยามคับขัน และสิ่งสุดท้ายคือ DO (โด) ในคำว่า คาราเต้โด คือการฝึกตนเองให้มีระเบียบวินัยต่อตนเองและผู้อื่น มารยาทกาลเทศะ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และหลักปรัชญาพุทธนิกายเซน (ข้อมูลและภาพประกอบประวัติคาราเต้จากเว็บไซต์ www.sakuradojo-th.com)

สำหรับชมรมคาราเต้โด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2513 โดย อาจารย์อัศวิน ปุณศรี (พี่ตุ๊) ซึ่งเรียนอยู่ขณะนั้น โดยมีผู้ฝึกสอน คือ
อาจารย์เท็ตสึโอะ ซาดาฮิโร่ บิดาแห่งวงการคาราเต้โกจูไกประเทศไทย อาจารย์สอนคาราเต้คนแรกของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ช่วงเวลาฝึกของผมคือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์เวลา 16.00-20.00 น. ตลอดที่ฝึกคาราเต้ ผมได้ฝึกกับรุ่นพี่ที่มานำฝึกซ้อม ฝึกกับพี่ไสว (อาจารย์ไสว เสรีสุขสันต์), พี่ตุ๊ (อาจารย์อัศวิน ปุณศรี) และอาจารย์เท็ตสึโอะ ซาดาฮิโร่ด้วย

สิ่งที่ผมได้จากการฝึกคาราเต้โดตอนนั้น คือ

  1. ธรรมเนียมปฏิบัติ (Seisa) ท่าเคารพต่าง ๆ การปฏิบัติตนต่อเซนเซ (อาจารย์) เซมไป (รุ่นพี่) มารยาทในโดโจ (โรงฝึก) ระเบียบในการฝึกต่าง ๆ
  2. คีฮ้อง 1 (Kihon 1) จะเริ่มต้นที่การยืนในท่าชิเซนไต (ท่ายืนธรรมชาติ), ซึกิ (ท่าชก), อุเกะ (ท่าปัดป้อง), เกริ (ท่าเตะ), ดาจิ (ท่ายืนและการย่างก้าว)
  3. คีฮ้อง 2 (Kihon 2) นำท่าชกปัดหรือเตะมารวมกับท่าย่างก้าวจนเป็นท่ากิฮ้อง (พื้นฐาน) ต่าง ๆ เมื่อนำท่าพื้นฐานมาฝึกเข้าคู่กันโดยให้ฝ่ายหนึ่งบุกฝ่ายหนึ่งรับ
  4. กาต้า (Kata) เป็นการฝึกสมาธิ รวมถึงท่าร่ายรำกระบวนท่าต่างๆ โดยนำท่าพื้นฐานมาประกอบกันเป็นชุดรำที่ใช้ทั้งมือ และเท้าในการโจมตี และตั้งรับ
  5. คูมิเต้ (Kumite) เป็นการต่อสู้กับคู่ต่อสู้อย่างอิสระ โดยอยู่ภายใต้กรอบกติกาคาราเต้โดสากล เป็นวิธีที่ใช้ในการแข่งขันทั่วไป

รวมเวลา 4 ชั่วโมงของการฝึกในแต่ละวัน เมื่อผ่านช่วงเวลาฝึกพื้นฐานจน ถึงตอนฝึกคูมิเต้ ผมชื่นชอบการฝึกคูมิเต้เพราะได้ฝึกเข้าคู่ฝึกรุกรับต่อสู้กัน และผมฝึกท่ากาต้าโดยมีรุ่นพี่มาช่วยฝึกซ้อมให้ ผมมักขอยืนสแตนบายเพื่อฝึกปัดป้องโดยให้ทุกคนเข้าแถวตอนเรียงหนึ่งแล้วโจมตีออกหมัดเท้าใส่ผม ในช่วงอาทิตย์แรกๆ ที่ฝึกปัดป้องแขนผมบวมแดงเปล่งมากจากการรับปะทะมือเท้าจากทุกคนที่ฝึกด้วยแต่เมื่อผ่านไปไม่นานผมก็ปัดป้องมือเท้าทุกคนได้อย่างแม่นยำทำให้ไม่มีอาการบวมแดงหรือรู้สึกเจ็บแล้ว จนมีคนที่ชมรมฯให้สมญานามผมว่าหมีควาย ที่ทนถึกปัดป้องกับการกระหน่ำมือเท้าอยู่คนเดียว ส่วนผมเองรู้สึกได้เลยว่าผมปัดป้องได้แม่นยำว่องไวในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อผมฝึกปัดป้องได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผมออกหมัดเท้าโจมตีคู่ซ้อมได้จังหวะที่ดีมีประสิทธิภาพตามมาด้วย ท่าการออกหมัดเพื่อจะโจมตีให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับผมนั่นคือ ท่าซึคิ หรือท่าชกหมัดตรง (Cross punch) ส่วนท่าเตะก็คือท่าเตะไมกิริหรือท่าเตะด้านหน้า (Front kick) ผมเองจะใช้ทั้งสองท่านี้เป็นหลักในการลงแข่งขัน การออกหมัดเท้าของคาราเต้เป็นความสามารถในการขยับหมัดและเท้าได้อย่างรวดเร็วว่องไวแม่นยำ และแน่นอนว่าการใช้ท่าคาราเต้ให้มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความแรง และความเร็วซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก

More To Explore

Takrut

“สงคราม 9 ทัพ” สงครามใหญ่ต้นแผ่นดินรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เมื่อเสร็จศึกที่ลาดหญ้าเมืองกาญจนบุรีแล้ว เสด็จยกทัพลงไปช่วยทางปักษ์ใต้ต่อ แต่ก่อนที่จะเสด็จไปถึง ทัพพม่าได้โจมตีเมือ

General

จากใจผู้เรียบเรียง ในหนังสือศาสตร์แห่งไทฟูโด

หลายปีที่รอให้มีหนังสือประวัติตัวเอง ทำไมน่ะหรือ? เพราะเวลาเล่าประวัติตัวเองให้ลูกศิษย์ฟังหรือเพื่อนที่สนใจฟัง ทุกคนจะงงๆ เรื่องห้วงเวลา ในการฝึกมวยแล

General

คำนิยมจากนายแพทย์บัญชา แดงเนียม ในหนังสือศาสตร์แห่งไทฟูโด

ข้าพเจ้า มีความสนใจในวิชาศิลปศาสตร์การป้องกันตัวมาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น และมีโอกาสได้เรียน “ไอคิโด” อยู่ช่วงหนึ่งจนกระทั่งเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์ของม

General

คำนิยมจากวาทิต ชาติกุล ในหนังสือศาสตร์แห่งไทฟูโด

ผมได้ยินชื่ออาจารย์ชีวิน อัจฉริยะฉาย มานานแล้วเมื่อครั้งสมัยที่ตนเองไปฝึกมวยที่เยาวราชโดยได้ยินจากอาจารย์และรุ่นน้องอาจารย์ชีวิน พี่ๆ ที่ช่วยฝึกสอน ทุ

General

คำนิยมจากชาครีย์ เชาวนสมิทธ์ ในหนังสือศาสตร์แห่งไทฟูโด

หนังสือรายเดือน GB : GUNS&BLADES ที่ผมทำมาเกือบสิบปีนั้น ตั้งปณิธานชัดเจนเป็นธงนำไว้คือ ส่งเสริมและยกย่องผู้มีความสามารถเรื่องราวของ ปืน นั้นคือสิ