• 083 923 4204
  • taifudo@yahoo.com
  • Mon - Sun : 9:00 - 20:30

สืบทอดมวยไท่เก็กสายเจิ้งมั่นชิงในประเทศไทย

Share on facebook
Share on google
Share on pinterest
Share on twitter
Share on email
Share on print

“แข็งอ่อนต้องพึ่งพากันมีแต่แข็งอย่างเดียวจะใช้ยังไง มีแต่อ่อนอย่างเดียวจะใช้ได้หรือ งั้นลื้อก็ฝึกไปทั้งแข็งและอ่อน อยากฝึกแข็งก็ฝึก อยากฝึกอ่อนก็ฝึก เมื่อถึงวันนึงที่ลื้อเบื่อฝึกแข็ง ก็ให้เหลือแต่อ่อน จะให้เข้าใจหยินหยาง แข็งอ่อนต้องพึ่งพากัน” อาจารย์โค้วจุนฮุย กล่าวไว้

สมัยผมเป็นเด็กน้อยผมมักจะโดนคนอื่นแกล้งเพราะตัวเล็กและผอม ดูเป็นคนอ่อนแอ น่าแกล้ง ตอนนั้นด้วยว่ายังเป็นเด็กน้อยก็ไม่รู้จะจัดการกับคนตัวโตกว่าใจถึงกว่าที่มาแกล้งได้อย่างไร ก็ได้แต่ทนและหันมาฝึกกีฬาเพราะหวังว่าร่างกายจะแข็งแรงพอจะต่อกรกับคนที่มาแกล้งเราได้บ้าง ในช่วงวัยประถมผมได้ฝึกยิมนาสติกและได้คัดเลือกให้เข้าทีมเพื่อแสดงโชว์ในงานของโรงเรียนอยู่เสมอ จนเมื่อผมเริ่มเข้าเรียนในระดับมัธยมต้นผมก็มีโอกาสฝึกเล่นกล้ามที่ฟิตเนสซึ่งเปิดให้ฝึกอยู่แถวละแวกบ้าน พี่ที่เป็นเจ้าของแกเป็นนักกล้ามและสร้างอุปกรณ์การฝึกหลายอย่าง แกเลยเปิดให้คนที่สนใจมาฝึกด้วยเลยโดยเก็บค่าฝึกเพียงเล็กน้อย ผมฝึกเล่นกล้ามได้ไม่นานเท่าไหร่ก็ถูกชักชวนให้ไปแข่งขัน ผมไปแข่งแบบอยากไปหาประสบการณ์เพราะส่วนตัวอยากฝึกไว้เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงกำยำมากกว่า ผมได้เป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลของโรงเรียนตอนเรียนในระดับชั้นมัธยมปลาย ผมเล่นกีฬาจนคิดว่าตัวเองแข็งแรงมากพอ

เนื่องด้วยผมเป็นสารวัตรนักเรียนทำหน้าที่ช่วยอาจารย์ตรวจตราและรายงานความประพฤติของกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือทำผิดกฏของโรงเรียน ทำให้สุ่มเสี่ยงโดนเกลียดจากของกลุ่มคนทำผิดเหล่านั้น ผมสังหรณ์ใจอยู่ว่าอาจจะโดนทำร้ายร่างกายเข้าสักวัน ซึ่งเพื่อนๆที่สนิทกันต่างก็ออกปากว่าจะช่วยหากผมโดนทำร้าย เว้นแต่เพื่อนคนหนึ่งที่บอกผมว่าเค้าคงไม่ช่วยเพราะเค้าตัวเล็ก และแล้ววันนั้นก็มาถึงผมประสบเหตุโดนรุมทำร้ายด้วยกลุ่มคนมากกว่า20 คน บอกเลยว่าตัวผมกองอยู่กับพื้นและเพื่อให้การโดนรุมจากสหบาทาไม่โดนจุดอันตราย ผมทำได้แค่เอามือทั้งสองกุมศรีษะที่เรียกว่าท่าสวมหมวกกันน๊อค ผมเจ็บตัวไม่มากแต่เจ็บที่ใจมากกว่าเพราะไม่มีเพื่อนที่รับปากคนไหนกล้าเข้ามาช่วยผมเลย ผมมองลอดแขนที่กุมศรีษะเห็นเพื่อนตัวเล็ก ๆซึ่งเป็นคนเดียวที่บอกว่าจะไม่ช่วย แต่เค้ากลับกระโดดขึ้นโต๊ะคอยเตะอุตลุดไปยังกลุ่มคนที่เข้ามารุมผม สินลำดวนคือชื่อเพื่อนที่ผมจำขึ้นใจไม่มีวันลืมเลย

บทเรียนครั้งนี้คือเวลามีเหตุร้ายไม่มีใครช่วยคุณ คุณต้องเอาตัวรอดเองให้ได้ เหตุในครั้งนั้นจุดประกายให้ผมอยากฝึกศิลปะการต่อสู้ ก่อนจบมัธยมปลายในปีพ.ศ.2528 ผมแอบไปฝึกยูโดและมวยสากลควบคู่กันไป ที่บอกว่าแอบเพราะแม่ของผมท่านไม่สนับสนุนให้ผมไปเรียนวิชาเหล่านี้ ท่านไม่อยากให้ผมไปมีเรื่องทะเลาะวิวาท แม่จะตีผมซ้ำทุกครั้งไม่ว่าผมจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด หากมีเรื่องชกต่อยทะเลาะวิวาทกลับมา

ในปี2530 ผมเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยวิทยาลัยหอการาค้าไทยที่กรุงเทพฯ ผมก็ไปฝึกคาราเต้ที่ชมรมคาราเต้ของมหาวิทยาลัยหอการาค้าไทย ฝึกเทควันโดกับอาจารย์กฤช วรธำรงค์ ฝึกมวยไทยไชยาจากครูทอง เชื้อไชยา ผมฝึกทั้งหมดควบคู่กันไป และแล้วเมื่อผมย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยพายัพที่จ.เชียงใหม่ผมก็ได้ฝึกมวยจีนที่สำนักมังกรธิเบตและสำนักลิ่วเหอ เรียกได้ว่าผมไปอยู่ที่ไหน ผมก็จะเสาะหาเพื่อให้ได้ฝึกศิลปะการต่อสู้อยู่ตลอด

ในปีพ.ศ.2531 ผมย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยพายัพจ.เชียงใหม่ ผมจัดตั้งชมรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และสอนให้น้อง ๆ และเพื่อนๆที่สนใจโดยเรียกสิ่งที่สอนว่า “โด” ในปีเดียวกันนี้ ผมเข้าร่วมแข่งขันกีฬาคาราเต้ในรายการไทยแลนด์โอเพ่นคาราเต้โดครั้งที่1รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 60 ผมได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ตอนนั้นผมเป็นหนุ่มวัยย่าง18 ปีที่มั่นใจในฝีมือเพราะรู้สึกได้ว่าตัวเองมีร่างกายฟิต แกร่งทั้งตัว ไม่กลัวที่จะต่อสู้แต่อย่างใด

ปีพ.ศ. 2532 ผมอายุเพียง19ปีเท่านั้น ผมผ่านการฝึกทั้งมวยสากล ยูโด มวยไทย คาราเต้ เทควันโด และ มวยจีนกังฟู ขณะที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ นอกจากผมจะฝึกมวยกับครูบาอาจารย์แล้วนั้น ผมยังได้สอนศิลปะการต่อสู้เป็นงานอดิเรก สถานที่แรกที่ผมไปสอนคือ พีแจ๊สเซอร์ยิม เป็นยิมที่อยู่ข้างกาดสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ ผมเรียกชื่อศาสตร์ที่ผมถ่ายทอดนั้นว่า “ไทฟูโด” มวยไทฟูโดในยุคแรกเป็นมวยที่สะท้อนความแข็งแรงและเน้นการฝึกกำลังในการเข้าต่อสู้ เพราะผมเชื่อว่าในการต่อสู้นั้นคนที่ฟิตและแกร่งย่อมได้เปรียบเสมอ

จนกระทั่งปลายปีพ.ศ. 2532 ผมประสบอุบัติเหตุขับรถมอเตอร์ไซด์ล้ม ทำให้มีอาการเจ็บหลังและมีอาการปวดเรื้อรัง ไม่สามารถที่จะเตะหรือเล่นมวยแข็งได้เหมือนเดิม ซึ่งแม้ผมจะมีอาการเจ็บและปวดหลังจนแพทย์ให้หยุดออกกำลังกายแต่ผมก็แอบฝึกจนต้องทานยาระงับอาการปวดอยู่บ่อย ๆและนานวันก็เริ่มทานในปริมาณมากขึ้น

ในปีพ.ศ.2533 ราวเดือนพฤศจิกายน ผมย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ผมได้มาขอฝึกไท่เก็กกับอาจารย์โค้ว ในความคิดครั้งแรกที่ผมอยากจะเรียนมวยไท่เก็กกับอาจารย์โค้วนั้น ผมไม่ได้คิดว่าจะเรียนเพื่อการต่อสู้หรือป้องกันตัวแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการที่จะเรียนเพื่อสุขภาพและรักษาสภาพมวยเดิมเอาไว้เท่านั้นเอง

อาจารย์โค้ว จุน ฮุย เล่าว่าท่านเรียนไท่เก็กสายอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยมาก่อน ต่อมาเมื่อท่านมาเรียนไท่เก็กของสายอาจารย์เจิ้งมั่นชิง ท่านได้ยกน้ำชาสืบสายไท่เก็กตระกูลหยางทางสายอาจารย์เจิ้งมั่นชิง ท่ารำที่อาจารย์โค้วสอนให้ผมและลูกศิษย์ของท่านเป็นท่ารำชุดใหญ่ 81ท่า ซึ่งท่านเรียนกับอาจารย์ต่งฮูหลิงเป็นท่ารำมวยไท่เก็กตระกูลหยางสายอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยหรือตั้งเอ็งเกี๊ยก (1898-1961) อาจารย์ต่งอิงเจี๋ยเป็นอีกหนึ่งในศิษย์เอกของท่านหยางเฉินฝู่ อาจารย์ต่งอิงเจี๋ยเป็นผู้ที่มาเผยแพร่มวยไท่เก๊กตระกูลหยางในเมืองไทยเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2498 ก่อนจะให้บุตรชายของท่านคืออาจารย์ต่งฮูหลิงมาสอนมวยในเมืองไทยในปีต่อมา

ต่อมาในปีพ.ศ.2507อาจารย์โค้วเชิญอาจารย์เอี้ยบเสี่ยวเท่งมาเผยแพร่ไท่เก็กในประเทศไทยซึ่งท่านเป็นหนึ่งในห้าศิษย์เอกของอาจารย์เจิ้งมั่นชิง อาจารย์เอี้ยบเสี่ยวเท่งถ่ายทอดการผลักมือและลมปราณให้อาจารย์โค้ว แต่อาจารย์เอี้ยบเสี่ยวเท่งไม่ได้ถ่ายทอดท่ารำมวยไท่เก็กชุดรำ37 ท่าของสายอาจารย์เจิ่งมั่นชิงเพราะเห็นว่าอาจารย์โค้วรำมวยไท่เก็กท่ารำชุดใหญ่ 81ท่าสายอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยเป็นอยู่แล้ว เพื่อถือเป็นการให้เกียรติสายอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยด้วย ทำนองว่าไม่สอนท่ารำทับสายกัน

ประวัติอาจารย์โค้วจุนฮุยจากที่ท่านเล่านั้น ท่านว่าพ่อและแม่เป็นชาวจีนแต้จิ๋วได้มาเที่ยวประเทศไทยซึ่งขณะนั้นแม่ท่านท้องแก่และคลอดท่านที่จ.อุตรดิตถ์ ในปีพ.ศ.2473 อาจารย์โค้วได้สัญชาติไทยว่าด้วยหลักดินแดนคือบุตรคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย ตามกฎหมายเวลานั้น อาจารย์โค้วเกิดเมืองไทยแต่ไปเติบโตและฝึกมวยจีนเส้าหลินใต้ที่เมืองจีน เมื่ออาจารย์โค้ว จุน ฮุยอายุ17 ปีท่านกลับมาประเทศไทยเพื่อรับการเกณฑ์ทหาร และอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯจนได้มาพบและขอเป็นศิษย์อาจารย์แบ๊เง็กปอซึ่งลี้ภัยมาจากเมืองจีน อาจารย์แบ๊เง็กปอเรียนมวยจีนมาจากเมืองจีนกับอาจารย์สองท่านคืออาจารย์เจ็งโหล่ยโก้ว และอาจารย์ลี้ ฉายา ลี้ใต้ยิ้ง อาจารย์แบ๊เง็กปอได้เรียนมวยจีนทั้งห้าสกุล คือ เจ็งแกก่า ลี้แกก่า แบ้แกก่า เตียแกก่า และจูแกก่า ซึ่งมวยเหล่านี้เป็นมวยจีนใต้ทั้งหมด

นอกจากอาจารย์โค้ว จุน ฮุยจะฝึกมวยจีนใต้มาแล้ว แต่เมื่อท่านมาอยู่เมืองไทยท่านได้ไปเรียนมวยไทยกับอาจารย์ผล พระประแดง (ผล พูนเสริม เป็นชาวจังหวัดลพบุรีเป็นนักมวยสากลรุ่นแรกๆ ของประเทศไทย มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้นจนได้ฉายา “อาจารย์ผล” หรือ “กระทิงเปลี่ยว” โดยชกทั้งมวยไทยและมวยสากลร่วม 500 ครั้ง โดยไม่เคยแพ้น็อค ) อาจารย์โค้ว จุน ฮุยเป็นหมอรักษาด้านศาสตร์จีนโบราณ จัดกระดูก ฝังข็ม ครอบแก้ว ท่านมีทักษะยุทธ์ทั้งแข็งและอ่อน อีกทั้งยังเรียนรู้มวยไทยอีกด้วย จนกระทั่งเมื่ออาจารย์โค้วประสบเหตุขาข้างขวาพิการต้องใส่ขาเทียม ท่านจึงมุ่งไปที่มวยไทเก็กเป็นหลัก อาจารย์โค้ว จุน ฮุยเป็นที่รู้จักกันในนามอาจารย์โค้ว สำนักไท่เก็กแห่งวัดสัมพันธวงศ์หรือวัดเกาะ ย่านเยาวราช กรุงเทพฯ

ในปีพ.ศ 2534 ผมได้รับรางวัลเหรียญเงิน ในการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาคาราเต้ในรายการไทยแลนด์โอเพ่นคาราเต้โดครั้งที่2 รุ่นไม่จำกัดน้ำหนัก ขณะนั้นผมก็ยังมีอาการเจ็บหลังและมีอาการปวดเรื้อรังอยู่ ผมบอกกับตัวเองว่าอย่าเพิ่งซ่า เก่งแต่เดี้ยงมันน่าจะไม่เวิร์ค ตั้งใจฝึกมวยไท่เก็กไปก่อน

เรื่องยากอย่างหนึ่งตอนเริ่มฝึกมวยไท่เก็กของผมคือ อาจารย์โค้วไม่ให้ผมออกแรง ท่านว่าให้ทิ้งมวยแข็งหรือหยุดฝึกกำลังก่อน

ปกติผมวิดพื้นดันพื้นในเซ็ตเดียวสูงสุด 250 ครั้ง แขนแต่ละข้างขยุ้มคอขวดถังน้ำสีขาวแบบใส่น้ำเต็มถังขนาด20 ลิตรและกางแขนยกขึ้นเสมอไหล่ แม้ผมจะประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ล้มจนมีอาการปวดหลังผมก็ยังคงวิดพื้นหรือฝึกยกถังน้ำอยู่ เวลามีอาการปวดมากๆผมก็อาศัยทานยาแก้ปวดบรรเทาไปก่อน เมื่ออาจารย์โค้วบอกว่าให้ทิ้งกำลังแข็งก่อนผมก็พยายามลดๆการออกแรงและลดการฝึกกำลังลง แต่ก็มีแอบฝึกบ้างเป็นระยะๆและถ้าวันไหนผมแอบวิดพื้นหรือยกถังน้ำมาพออาจารย์โค้วเรียกผมมาเล่นผลักมือด้วย แค่แตะสัมผัสมือกัน ท่านก็จะพูดว่าลื้อไปเล่นอะไรมา ไปฝึกกำลังมาอีกแล้วใช่มั้ย ผมก็ได้แต่ยิ้มรับหน้าเจื่อนๆคิดในใจทำไมอาจารย์โค้วถึงรู้นะ เมื่ออาจารย์โค้วเห็นว่าผมไม่สามารถทิ้งมวยแข็งได้ในระยะเวลาอันสั้น ท่านจึงสอนทั้งมวยเส้าหลินใต้ มวยไท่เก็กและการรักษาด้านศาสตร์จีนโบราณให้ผมไปด้วยกันเลย ผมฝึกอยู่กับอาจารย์โค้ว เดินทางมาบ้านท่านตั้งแต่เช้าและกลับช่วงดึก เข้าออกบ้านจนผมเองเรียกท่านว่าป๊าตามที่ลูกๆท่านเรียก

ปลายปี2535 อาจารย์โค้วบอกให้ผมกลับไปจ.ภูเก็ตเพื่อเปิดรักษาแบบแผนจีนและให้เปิดสอนไท่เก็กไปด้วย ผมได้เช่าพื้นที่ของโรงแรมแห่งหนึ่งที่จ.ภูเก็ตรับบำบัดนวดฝ่าเท้าและรักษาแบบแผนจีน ผมยังคงฝึกไท่เก็กอย่างสม่ำเสมอและยังสอนไท่เก็กให้คนที่สนใจและมิสเตอร์อัลเฟรดลูกศิษย์ไท่เก็กคนแรกที่เป็นชาวอิตาลี ผมจะโทรหาอาจารย์โค้วทุกวันพฤหัสบดี ซึ่งถือว่าเป็นวันครู เพื่อไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ และข้อสงสัยเกี่ยวกับมวยและการรักษา

ต้นปีพ.ศ.2537 ช่วงตรุษจีนอาจารย์โค้วมาหาผมที่ภูเก็ต ท่านอนุญาตให้ผมนำภาพทั้งหมดของอาจารย์เจิ้งมั่นชิง อาจารย์เอี้ยบเสี่ยวเท่ง และภาพของท่าน ที่ท่านมอบไว้ให้ก่อนหน้านี้ มาติดไว้เพื่อแสดงการสืบสายมวยตามธรรมเนียม ให้เปิดเป็นสำนักสอนศิษย์สืบวิชาต่อไปได้ อาจารย์โค้วบอกผมว่า “อาต๊ะลื้อเปิดสำนักมวยไว้นะอั๊วเกษียณตัวเองเมื่อไหร่ อั๊วะจะมาอยู่กะลื้อ” ผมตอบกลับไปแค่คำว่าครับ แต่ในใจรู้สึกดีใจมากที่อาจารย์บอกว่าจะมาอยู่ด้วย

อาจารย์โค้วมาหาผมที่จ.ภูเก็ตครั้งนี้ ท่านยังให้ผมพาแวะไปที่จ.พังงาด้วย ท่านพักอยู่รวมประมาณ 5 วัน ทุกครั้งที่เจอกันอาจารย์โค้ว ท่านจะถามผมว่าลื้อจะฝึกอะไร และทุกครั้งผมก็จะบอกไปว่าให้อาจารย์ทบทวนท่ารำไท่เก็ก เก็กแรกและการใช้ท่าไท่เก็กใน 8 ท่าหลักให้ เมื่ออาจารย์ฟังคำตอบท่านก็จะหัวเราะทุกครั้ง จริงๆแล้วตอนนั้นผมเป็นคนที่รำมวยไท่เก็กไม่สวยเอาซะเลย ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดที่ฝึกรำไท่เก็กด้วยกัน ผมคนเดียวเลยที่มักจะโดนอาจารย์บ่นว่ารำมวยไม่สวย ดูแล้วทื่อๆแข็งๆ ท่านกำชับไม่ให้ผมเล่นฝึกผลักมือและตีมวยกับศิษย์พี่น้องคนอื่นๆ แต่เวลาอาจารย์โค้วสอนการเล่นผลักมือ ท่านจะเรียกให้ผมเล่นมือด้วยเสมอ เนื่องจากผมฝึกมวยแข็งมาก่อน ผมจึงสามารถรับการตีกระแทกจากท่านได้เวลาท่านออกมวยและเข้าคู่ตีมวยเพื่อสาธิตให้ดู

อาจารย์โค้วมาภูเก็ตครั้งนี้ผมโดนท่านตีปากแตกทุกวัน ปากแตกทุกมุมเรียกว่าแตกสี่มุมเมืองกันเลยทีเดียว เวลาอาจารย์โค้วได้เล่นมวยท่านดูมีความสุข นอกจากได้ฝึกมวยกันแล้ว อาจารย์โค้วยังให้ผมพาท่านไปยังวัดประชาสันติที่อยู่ในเมือง จังหวัดพังงา ที่ท่านเคยไปฝึกนั่งวิปัสสนากรรมฐานและไปยังวัดถ้ำพบพระอาจารย์กรอย อาจารย์โค้วเล่าว่าท่านฝึกการรักษาและจัดกระดูกกับหลวงปู่ฤกษ์ ที่วัดถ้ำแห่งนี้ก่อนกลับกรุงเทพฯอาจารย์โค้วบอกให้ผมพาไปพบศิษย์พี่ของท่านชื่อฮ่องกีเต๊ก ซึ่งอาศัยอยู่แถวขนส่งในจังหวัดภูเก็ต อาจารย์โค้วแนะนำและฝากฝังผมกับอาจารย์ฮ่องกีเต๊กและท่านบอกให้ผมไปฝึกรำมวยไท่เก็กชุดรำ37 ท่าสายอาจารย์เจิ่งมั่นชิงกับอาจารย์ฮ่องกีเต๊กด้วย และอาจารย์โค้วยังบอกอีกว่าถ้าผมได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาให้ผมหาโอกาสไปเยี่ยมอาจารย์จกซีกิมศิษย์พี่ของท่านอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ที่รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซียเพราะอยู่ไม่ไกลกันมากนัก หากนับตามสายมวยไท่เก็กตะกูลหยางสายอาจารย์เจิ้งมั่นชิง อาจารย์จกซีกิมและอาจารย์ฮ่องกีเต๊กทั้งสองท่านมีศักดิ์เป็นอาจารย์ลุงของผม หลังจากอาจารย์โค้วกลับกรุงเทพฯไปแล้ว ผมได้รับอนุญาตจากอาจารย์ลุงฮ่องกีเต๊กให้ฝึกรำมวยไทเก็ก37 ท่ารำของสายอาจารย์เจิ้งมั่นชิง โดยท่านให้ผมมารับแล้วพาไปฝึกที่เขารัง

ปลายปีพ.ศ.2537 ผมย้ายไปทำงานอยู่เชียงใหม่ และมีโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้านที่อ.หาดใหญ่ในช่วงวันหยุดจึงไปเยี่ยมอาจารย์ลุงจกเซียกิม ที่รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ตามที่อาจารย์โค้วได้เคยบอกไว้ ผมไปเยี่ยมอาจารย์ลุงจกซีกิมด้วยความรู้สึกว่าตัวเองมีฝีมือพอตัวล่ะอาจารย์โค้วถึงให้ไปหาอาจารย์ลุงจกซีกิมได้ เมื่อได้พบกับอาจารย์ลุงจกซีกิมท่านก็บอกให้ผมรำไท่เก็กให้ดู ผมรำมวยไท่เก็กท่ารำชุดใหญ่ 81ท่าสายอาจารย์ต่างอิงเจี๋ยที่อาจารย์โค้วสอน แต่อาจารย์ลุงจกซีกิมดูผมรำแค่ขึ้นท่านิดหน่อยจึงบอกให้พอ แล้วให้ผมมาเล่นผลักมือด้วย พอแตะมือกับอาจารย์ลุงจกซีกิมเท่านั้นแหละ อารมณ์เหมือนแค่โดนสะกิดเบาๆแต่ผมกลับเสียหลักและโดนถอนอย่างง่ายดาย ผมแตะมืออาจารย์ลุงจกซีกิมสามครั้งและโดนถอนแบบเดิมทั้งสามครั้ง อาจารย์ลุงจกซีกิมถึงกับส่ายหัวและหยุดเล่น แล้วหันไปพูดกับลูกสาวท่านเป็นภาษาจีน ลูกสาวท่านก็แปลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่าเล่นกับอาโค้ว(อาจารย์โค้ว)สนุกกว่า

ความรู้สึกตอนขามาผมรู้สึกใจฮึกเหิมดุจเสือแต่หลังจากแตะมือกับอาจารย์ลุงจกซีกิมแล้วใจผมฝ่อเล็กลงเท่ามดเลยทีเดียว ภายในรู้สึกเสียความมั่นใจอย่างบอกไม่ถูก อาจารย์ลุงจกซีกิมบอกว่าถ้าผมจะรำและเล่นแบบอาจารย์โค้วต้องเข้าใจการฟังแรงให้ได้มากกว่านี้อีกเพราะมีแต่อาจารย์โค้วเท่านั้นที่เล่นแบบนี้ได้ (ขาข้างขวาอาจารย์โค้วได้รับอุบัติเหตุต้องใส่ขาเทียม ท่ารำและการเล่นผลักมือแบบอาจารย์โค้วจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะ) เนื่องจากอาจารย์โค้วไม่ได้ท่ารำมวยไท่เก็กชุดรำ37 ท่าของสายอาจารย์เจิ่งมั่นชิง นั้นหมายความว่าศิษย์ที่เรียนและสืบมาจากอาจารย์โค้ว จะรำมวยชุดใหญ่ 81 ท่ารำสายต่งอิงเจี๋ย ส่วนผมได้ท่ารำมวยไท่เก็กชุดรำ37 ท่าของสายอาจารย์เจิ่งมั่นชิงจากอาจารย์ลุงฮ่องกีเต็กที่ถ่ายทอดให้ อาจารย์ลุงจกเซียกิมแนะนำว่าให้ผมฝึกรำมวยไท่เก็กชุดรำ37 ท่าของสายอาจารย์เจิ่งมั่นชิง โดยฝึกรำแบบเคลื่อนไปนิ่งๆแล้วท่านก็เข้าไปหยิบหนังสือและวีดีโอการฝึกมวยไท่เก็กสายอาจารย์เจิ้งมั่นชิง มีรวมๆทั้งของอาจารย์ปู่ทวดเจิ้งมั่นชิง อาจารย์ปู่เอี๊ยบเสี่ยวเท่งมาให้ผม

เมื่อกลับจากเยี่ยมอาจารย์ลุงจกซีกิมผมนำวีดีโอที่ได้มาก็อปปี้จำนวน 10 ม้วนผมรีบเดินทางจากหาดใหญ่กลับไปหาอาจารย์โค้วที่กรุงเทพฯนำวีดีโดมอบให้อาจารย์โค้ว และให้ศิษย์พี่น้องในสำนักคนอื่นๆด้วย แล้วจึงเดินทางกลับไปเชียงใหม่ ผมเล่าเรื่องที่อาจารย์ลุงจกเซียกิมแนะนำว่าให้ผมฝึกรำมวยไท่เก็กชุดรำ37 ท่าของสายอาจารย์เจิ่งมั่นชิง โดยฝึกรำแบบเคลื่อนนิ่งๆตามอย่างอาจารย์ปู่ทวดเจิ้งมั่นชิง อาจารย์ปู่เอี๊ยบเสี่ยวเท่งและเล่าด้วยว่าอาจารย์ลุงจกซีกิมบอกว่าถ้าผมจะรำและเล่นแบบอาจารย์โค้วต้องเข้าใจการฟังแรงให้ได้มากกว่านี้อีกเพราะท่ารำและการเล่นผลักมือแบบอาจารย์โค้วมีเอกลักษณ์เฉพาะ มีแต่อาจารย์โค้วเท่านั้นที่เล่นแบบนี้ได้ อาจารย์โค้วได้ฟังแล้วจึงบอกให้ผมทำตามคำแนะนำอาจารย์ลุงจกซีกิม

(อีกสิบกว่าปีต่อมาผมเพิ่งเข้าใจการถ่ายทอดและสืบสายมวยไท่เก็กเพิ่มเติม ตอนไปร่วมงานครบรอบ 85ปี สมาคมจิงอู่สิงคโปร์ที่ประเทศสิงคโปร์ ในปีพ.ศ.2545 มีอาจารย์รุ่นอาวุโสในมวยต่างๆมากมายหลายประเทศมาร่วมงาน ผมแนะนำตัวว่าเป็นมวยไท่เก็กสายเจิ้งมั่นชิง แต่กลับรำมวยไท่เก็กแบบชุดใหญ่ 81 ท่ารำที่อาจารย์โค้วได้ถ่ายทอดให้ อาจารย์Lam Wing Kit ซึ่งเป็นอาจารย์อาวุโสมาจากฮ่องกง บอกว่าถ้าผมจะสืบสายไท่เก็กสายเจิ้งมั่นชิง ต้องรำมวยไทเก็ก37ท่ารำที่เป็นของสายอาจารย์เจิ้งมั่นชิง เพราะท่ารำที่ผมรำให้ดูนั้น เป็นท่ารำไท่เก็กของสายอาจารย์ต่งอิงเจี๋ย สิ่งที่ผมประสบเลยทำให้รู้ว่าการให้ความสำคัญกับสายมวย เส้นมวยที่เป็นรูปลักษณ์ ของสายที่มาจาก อาจารย์นั้นๆ มีความสำคัญในการบอกที่มาของเรา )

ณ เชียงใหม่ ปีพ.ศ.2537 หลังจากกลับจากเยี่ยมอาจารย์ลุงจกซีกิมอารมณ์ผมเหมือนคนซังกะตาย เบื่อการฝึก ผมไม่รำมวย ไม่ฝึกมวย ไม่อยากฟังหรือไม่อยากคุยเรื่องมวยกะใครทั้งสิ้น ทำได้แต่นั่งดู นอนดูวีดีโอไทเก็กที่อาจารย์ลุงจกซีกิมให้มา ผมดูๆๆและดู ดูซ้ำไปซ้ำมาทุกวันเป็นเวลาถึงสามเดือน

และแล้วในช่วงเย็นของหน้าหนาววันหนึ่ง ผมเดินออกมายังลานหน้าบ้านมีหมอกหนายามเย็น ผมยืนนิ่งๆได้สักพัก ทันใดนั้นผมก็ค่อยๆยกมือแล้วเคลื่อนตัวรำมวยไท่เก็กท่ารำ 37 ท่า การรำโดยที่หยุดฝึกมวยไปเกือบร่วมร้อยวันเพราะท้อแท้สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง เอาแต่นั่งดูวีดีโอ แต่เหมือนเราได้เห็นการฝึกมวยจากรุ่นปรมาจารย์ ผมยังคงรำไปเรื่อยๆตามตัวและมือเท้าพาไป รู้สึกได้ถึงท่ารำที่ต่อเนื่องราวกับน้ำ ผมรำด้วยความรู้สึกที่ปลดปล่อยและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ผมรำวนไปไม่ได้นับว่ากี่รอบ แค่ขณะรำมีไอความร้อนในร่างกายของผมกระทบกับหมอกหนาวยามเย็นเกิดเป็นวงรอบๆตัว จนคนในบ้านที่มองอยู่แซวเล่นว่ารำมวยจนเห็นเป็นออร่า แต่สำหรับผมคำว่าบรรเจิดน่าจะเหมาะที่สุด

นับแต่นั้นผมก็เริ่มกลับมาฝึกมวยอีกครั้งฝึกทั้งมวยที่เคยมีอยู่แล้วและยังได้ฝึกไอคิโดในชมรมไอคิโดที่มหาวิทยาลัยชียงใหม่และมวยอื่นเพิ่มเข้ามาอีกเรื่อยๆ

ผมยังคงฝึกและเปิดสอนมวยไท่เก็ก รวมทั้งสอนศิลปะการป้องกันตัวไทฟูโดไปด้วย ผมรับรู้ได้ว่ามวยที่ฝึกมาทั้งหมดสามารถหลอมรวมเข้ากันได้อย่างลงตัวโดยมีไท่เก็กเป็นตัวเชื่อม ซึ่งศิลปะการป้องกันตัวไทฟูโดเองก็ได้กลายเป็นมวยที่มีกำลังแข็งและอ่อนลงตัวเพราะมีความเป็นไทเก็กเชื่อมอยู่ในนั้นแล้ว

ปีพ.ศ.2538 ช่วงวันสงกรานต์ อาจารย์โค้วมาเยี่ยมผมอีกครั้งที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งผมก็เห็นว่าท่านยังมีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นปกติดี ผมขอให้อาจารย์โค้วทบทวนท่ารำไท่เก็ก เก็กแรกและการใช้ท่าไท่เก็กใน 8 ท่าหลักให้เหมือนเดิม อาจารย์โค้วถ่ายทอดมวยจีนใต้ชุดจูแกก่าให้ผมไว้เพื่อใช้สอนมิสเตอร์ลูก้าลูกศิษย์ชาวอิตาลีที่มาขอเรียนไท่เก็กและอยู่กับผมในตอนนั้น เพราะอาจารย์โค้วบอกว่ามิสเตอร์ลูก้ารำไทเก็กไม่ดีเพราะเป็นคนมือไม้แข็งให้รำอ่อนๆไม่เหมาะ ก่อนกลับกรุงเทพฯครั้งนี้ อาจารย์โค้วได้พูดกับผมอีกครั้งว่า “อาต๊ะลื้อเปิดสำนักมวยไว้นะอั๊วเกษียณตัวเองเมื่อไหร่ อั๊วะจะมาอยู่กะลื้อ” แต่การพูดครั้งนี้ผมไม่คิดเลยว่าจะเป็นการพูดสั่งเสียของท่าน เพราะไม่นานนักอาจารย์โค้วมีอาการป่วยต้องเข้าผ่าตัดรักษาตัวและเสียชีวิตลงในเดือนมีนาคม พ.ศ.2539 ด้วยวัย66 ปี

ผมเองแทบไม่เชื่อเลยว่าจะสูญเสียอาจารย์ที่รักและเคารพไปอย่างรวดเร็วและค่อนข้างกะทันหัน

“ป๊าครับ(อาจารย์โค้ว)ผมเปิดสำนักมวยตามที่ป๊าบอกแล้ว แม้วันนี้ป๊าจะไม่ได้มาอยู่ด้วย แต่สิ่งที่ป๊าถ่ายทอดมันยังคงอยู่ในเลือดและเนื้อหนังของผม”

ผมหลงใหลในการฝึกฝน การดำเนินชีวิตบนเส้นทางการฝึกมวยแข็งต่างๆที่ผ่านมาของผมจนได้มาฝึกมวยไท่เก็ก มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนสัมผัสประสบการณ์สภาวะการตายแล้วเกิดใหม่ ไท่เก็กตระกูลหยางสายเจิ้งมั่นชิงที่อาจารย์ประมวล ภูมิอมรหรืออาจารย์โค้วจุน ฮุยเป็นผู้สืบทอดในเมืองไทยที่สืบมาแล้วกว่า50ปี สืบลงมายังผมชีวิน อัจฉริยะฉาย ผู้สืบทอดมวยไท่เก็กตระกูลหยางรุ่นที่7สายเจิ้งมั่นชิงรุ่นที่4 ผมจะมุ่งมั่นถ่ายทอดให้รุ่นต่อไปเพื่อให้ยังคงอยู่และสืบต่อไป

Coures

More to explorer

ไทเก็ก ตอนที่ 1-10

ตอนที่ 1 ห้วงเวลาสงกรานต์ ในปีพ.ศ.2535 วันหยุดยาว อ.ประมวล ภูมิอมร (อ.โค้ววัดเกาะ).โทรศัพท์ อาต๊ะ ช่

ไห

ผมเอาไว้ใช้ฝึกกำลัง นิ้วจนถึงบ่าไหล่ เป็นอุปกรณ์ที่เรียบง่ายแต่ได้ประสิทธิผลในการฝึกสูง ปัจจุบันจะหา

ท่านอาจารย์ฮั่วหยวนเจี่ย

ท่านอาจารย์ฮั่วตงเก้อ.สืบทอดหมัดสกุลฮั่วและหมี่จงฉวนรุ่นที่ 2 ท่านอาจารย์ จี่ จิงซาน.ผู้สืบทอดหมี่จง

ตั๊กแตน 7 ดาว

-Huo Yuan Jia. 1909ก่อตั้งสมาคมจินอู่หลังจากเสียชีวิต. ในปี1910 ได้เปิดอีกครั้งโดยมี – Huo Yua

Shopping Basket