โป๊งเหน่ง
124.157.235.17
05.03.2010 / 2:55 pm
Sports Science
...เอามาเผื่อแผ่กันดูครับ
http://www.youtube.com/watch?v=a86cQobU-n4
ปล.อายุไม่เกิน 18 ปี ห้ามลอกเลียนแบบ *.*
แจ้งลบข้อความนี้
โป๊งเหน่ง
124.157.235.17
ความคิดเห็นที่
1
05.03.2010 / 3:03 pm
อ้างอิงเนื้อหาในคลิป...
MPH=ไมล์ต่อชั่วโมง
1 ไมล์ต่อชั่วโมง = 1.609 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ความเร็วการเตะ 22 MPH = 35.398 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในที่นี้คือแรงกระแทก
LBS POUND หรือ ปอนด์
2.204623 LBS= 1.0 กิโลกรัม
ความแรงการเตะ 1,100 ปอนด์ = 498กว่ากิโล
แจ้งลบข้อความนี้
โป๊งเหน่ง
124.157.255.51
ความคิดเห็นที่
2
05.03.2010 / 5:41 pm
ไม่ตั้งกระทู้เพิ่มให้รกบอร์ด ก็ชวนดูหนังที่กำลังจะเข้า อย่างเช่น
14 Blades
"8เล่มใช้ทรมานเหยื่อ 5เล่มใช้สังหารเป้าหมาย เล่มสุดท้ายปลิดชีพตัวเอง"
เข้าฉายในประเทศไทย วันที่ 25 มีนาคม 2553
แสดงนำโดย โดเนียน เยน เนื้อหาเกี่ยวกับสายลับในราชวงศ์หมิงครับ
ไม่มี Spoil มีแต่ Trailer Search ได้จาก Youtube ครับ
IP MAN 2
เข้าฉายในประเทศไทยวันที่ 29 เมษายน 2553 ครับ
ตัวอย่าง ตอนนี้ใน Youtube พอมีบางแล้วครับ แต่แบบทางการยังไม่มี
องค์บาก 3
วันที่เข้าฉายนั้น แต่เดิมกันกับวัยฉายของ IP MAN 2 ครับ แต่...เลื่อน
เข้าฉายในประเทศไทย วันที่ 6 พฤษภาคม 2553 ครับ
ตัวอย่าง เชิญดูได้ที่นี้เลยครับ....
http://video.mthai.com/player.php?id=23M1265021811M0
นเรศวร 3 ภาค ยุทธหัตถี
วันเข้าฉายในไทย คือ วันที่ 12 สิงหาคม 2553
ตัวอย่าง ไม่มี
นเรศวร 4 ภาค ... (ชื่อภาคยังไม่เป็นทางการ หรือ อาจจะไม่มีชื่อภาค)
วันเข้าฉายในไทย คือ วันที่ 2 กันยายน 2553
ตัวอย่าง ก็ไม่มีเหมือนกันครับ
นี้คือหนังในรอบปีที่จะเข้าฉาย เฉพาะหนังที่ ชาวไทฟูโด รอดูกัน
นอกนั้น มี บางระจัน 2 แต่ลองหาตัวอย่างมาดูกันนะครับ
ใกล้ฉายเร็วๆนี้ครับ
แจ้งลบข้อความนี้
โป๊งเหน่ง
124.157.255.151
ความคิดเห็นที่
3
07.03.2010 / 10:58 am
พระอิศวรเป็นเจ้า เสกให้เสือ 10 ตัว
ป่นเป็นผงแล้วห่อผ้าสีดำ พรมด้วยน้ำอมฤต
บังเกิดเป็นเทพ ชื่อว่าพระเสาร์
ทรงอาภรณ์สีดำ อยู่ในวิมานสีมรกต กายมีรัศมีเจ็ดแฉก
ขี่เสือ ทรงธนูกับศูล (หอกสั้นปลายง่ามเดียว) ฟอร์มทั่วไปดูดีมีสง่า
แต่น่าเสียดาย ขาเป๋...
ตำนานไม่ได้บอกว่า เป๋ด้านไหน บอกแต่ว่า เดินขาพันเหมือนงู
...โลกเพิ่งอุบัติเป็นมวลอันไพศาล มีจอมมารดาแห่งปวงสรรพสิ่ง
ชื่อจี
อยู่ภายใต้สวรรค์อันเป็นเพศชาย ชื่อ ยูเรนัส
สองจอมเทพมีอิทธิฤทธิ์เกินประมาณ
สามารถบันดาลให้ แผ่นดินไหว ภูเขาระเบิด หรือเนรมิตอะไรก็ได้
เมื่อแต่งงานกัน เกิดลูกชายลูกหญิง 12 คน รวมตัวกันเป็นยักษ์ใหญ่
ยูเรนัส กลัว ความใหญ่โตรูปร่างของลูก เอาตัวไปขังไว้ใต้บาดาลลึก
มีเครื่องจองจำแน่นหนา แต่จี ผู้เป็นแม่ ไม่ยอมทิ้งลูก
พอผัวเผลอก็แอบไปช่วย...
แต่ช่วยโครนัส ลูกคนสุดท้อง รอดมาได้...คนเดียว
จี มอบเคียวเล่มใหญ่ ให้โครนัสไว้เป็นอาวุธ
โครนัสนี่แหละ ดาวพระเสาร์ สมัยอียิปต์
เขียน ภาพไว้ เป็นโครงกระดูก ถือเคียว ขี่ม้า
เป็นสัญลักษณ์ของเทพแห่งกาลเวลา กลืนกินทุกสรรพสิ่งได้
(ความตาย) ไม่มีใครหนีพ้นเพราะมีเคียวอิทธิฤทธิ์ ที่จี เทพมารดาให้
โครนัส บุก จู่โจมจับบิดา และยึดอำนาจครองสวรรค์ไว้ได้
ยูเรนัส โกรธมาก สาปว่า ขอให้กรรมสนอง มีลูกขอให้ถูกลูกชิงอำนาจ
ถึงคราวโครนัส มีลูก กลัวลูกปฏิวัติ จึงต้องกลืนลูกทุกคนไว้ในท้อง
แต่กงเกวียนกําเกวียน ไม่ช้า...พระเสาร์ ก็ถูก จูปีเตอร์ (ดาวมฤตยู)
ลูกคน สุดท้อง หลุดจากท้องออกมาชิงอำนาจ
จูปีเตอร์ ยังบังคับให้โครนัส
คายลูกคนอื่นๆ เช่น เนปจูน พลูโต ออกจากท้องด้วย
เลข 5 นั้นเลย...เป็นเลขฝ่ายดี ที่เรียกว่า ปัญญาบริสุทธิ์
....จบ
แจ้งลบข้อความนี้
โป๊งเหน่ง
124.157.255.47
ความคิดเห็นที่
4
09.03.2010 / 1:02 pm
บรรลุ กสิณไฟ บนหัวรถจักร...
http://www.mediafire.com/?ttdwmjzjdzm
ไม่มีไวรัส เพราะฝากไฟล์เองกับมือครับ
แจ้งลบข้อความนี้
โป๊งเหน่ง
124.157.255.47
ความคิดเห็นที่
5
09.03.2010 / 5:35 pm
ลืมบอกอีกอย่างว่า คลิปที่ผมลง "บรรลุกสิณไฟ" สกุลไฟล์เป็น wmv ครับ
เปิดดูได้เลยกับพวก Window Media Player ครับ
แจ้งลบข้อความนี้
โป๊งเหน่ง
124.157.255.47
ความคิดเห็นที่
6
09.03.2010 / 5:59 pm
วันที่ 5 มีนาคม : วันนักข่าว/วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ
วันที่ 8 มีนาคม : วันสตรีสากล
วันที่ 13 มีนาคม : วันช้างไทย
วันที่ 20 มีนาคม : วันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ
วันที่ 22 มีนาคม : วันน้ำของโลก
วันที่ 27 มีนาคม : วันกองทัพอากาศ
วันที่ 1 เมษายน : วันออมสิน
วันที่ 1 เมษายน : วันข้าราชการพลเรือน
วันที่ 2 เมษายน : วันอนุรักษ์มรดกไทย
วันที่ 6 เมษายน : วันจักรี
วันที่ 13 14 15 เมษายน : วันสงกรานต์
วันที่ 13 เมษายน : วันผู้สูงอายุ
วันที่ 13 เมษายน : วันประมงแห่งชาติ
วันที่ 14 เมษายน : วันครอบครัว
วันที่ 22 เมษายน : วันคุ้มครองโลก
วันที่ 24 เมษายน : วันเทศบาล ...
ลงวันสำคัญเล็กน้อย แล้วเข้าประเด็นครับ...
ตัวอย่าง Animetion พระพุทธเจ้า
http://www.youtube.com/watch?v=iVZuoikMJws
ฉากปรินิพพานดูกี่ครั้งก็น้ำตาคลอ ภาพสวยมากเลยครับ
มีผู้ใจดีให้โหลดภาพยนต์เรื่องนี้ผ่านทางเว๊บไซต์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายครับ
ทั้งหมดมี 40 ตอน รวมๆแล้ว ดูต่อเนื่องก็ 4 ชั่วโมงกว่า
ภาพยนต์ดีๆแบบนี้ เลยนำมาฝาก และ
แนะนำ เข้าไปชมกันได้ที่ไซต์ดังกล่าว ที่นี้เลยครับ...
http://buddha-thushaveiheard.com/
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่6 IPMAN2
124.157.255.155
ความคิดเห็นที่
7
12.03.2010 / 11:36 am
คิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างทางการแล้ว(มั้ง?)
เพราะเห็นคนเอาไปปล่อยตามเว๊บต่างๆเยอะมากครับ
นอกนั้น พวกเบื้องหลัง หรือจะหาข่าวเพิ่มลองหาเอาจาก Related
ในช่องทางขวามือของ Youtube แล้วกันนะครับ ขี้เกียจคัดมาให้ดู ฮ่าๆ
ฉายทั่วโลก 29 เมษายน 53 นี้ครับ (ขอให้เข้าฉายโรงในไทยบ้างก็ดี)
http://www.youtube.com/watch?v=Ov3SMFCoyfQ
แจ้งลบข้อความนี้
โป๊งเหน่ง
124.157.255.155
ความคิดเห็นที่
8
12.03.2010 / 11:39 am
Test !
[url=http://image.ohozaa.com/show.php?id=2f59a320dd478c79c1f1709e25477e44][img]http://image.ohozaa.com/iv/ipman2.jpg[/img][/url]
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่อง7 ถ้อยคำ
124.157.255.155
ความคิดเห็นที่
9
12.03.2010 / 5:42 pm
ถ้อยคำ ที่ 1.....
จริงอยู่ ปาณาติบาตก็ดี อาทินนาทานก็ดี กามเมสุมิจฉาจารก็ดี สุราบานก็ดี...
ย่อมมีแก่โพธิ์สัตว์ได้บ้างใน "ฐานะบางอย่าง"
แต่...มุสาวาท ที่มุ่งกล่าวให้ คลาดเคลื่อน หักประโยชน์เสีย ย่อมไม่มีแก่โพธิ์สัตว์เลย .....จาก อรรถกถาหริตจชาดก ที่ ๕
ถ้อยคำ ที่ ๒
ศรัทธา มันต้องคู่กับสติปัญญา ถ้าศรัทธาแบบไม่ลืมหูลืมตา
มันก็พากัน ฉิบหาย ทั้งอาจารย์และศิษย์ มีศรัทธาต้องตั้งอยู่บนความเป็นจริง
ไม่ใช่จากจินตนาการ ควรมาดู มาตรอง มาทดลองให้เห็น พิสูจน์ให้แน่ใจ
แล้วจึงค่อยเชื่อ แต่ที่ไม่เชื่อแล้วไม่ยอมพิสูจน์ ก็เรียกว่า โง่
ปล่อยมันนอนกอดทิฐิไปจนตายเถอะ กูไม่ใช่ผู้วิเศษ
ไม่มีอิทธิฤทธิ์ พศดารอะไร ยัง กิน ขี้ ปี้ นอน เป็นปกติ
ศีล ๕ ยังถือไม่รอดด้วยซ้ำ ที่ช่วยได้ก็ช่วย
ที่ช่วยไม่ได้ก็ต้องปล่อยไปตามกรรม เพราะกูเองก็หนีกรรมไม่พ้น
ฉนั้นจะมาหวังพึ่งกูทั้งหมดมิได้ ให้พึ่งตัวเองก่อน
ถ้ามันเกินกำลัง เกินสติปัญญา ก็ค่อยมาว่ากัน
ถ้ามีทางให้ช่วย กูก็จะช่วยสุดความสามารถ
ด้วยวิชาของครูบาอาจารย์ที่กูได้เล่าเรียนมา
กูไม่เก่ง แต่พระพุทธเจ้าเก่ง พระธรรมเก่ง พระอริยสงฆ์เก่ง ไม่ต้องมาเคารพกู
ให้เคารพพระรัตนตรัย เอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เอากูเป็นที่พัก
เพราะกูยังไม่ดีพอให้ใครพึ่ง ของที่ดีที่สุดของกูคือธรรมะของพระพุทธเจ้า
ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องหา ไม่ต้องแขวน ไม่ต้องคล้อง แค่รับฟังแล้วนำไปปฏิบัติ
จะดีกว่าคล้องพระของกูจนท่วมหัว ท่วมคอเป็นพวงมาลัยนักร้องเสียอีก -.
....จาก ปู่ฤาษีพุทธเวทย์ เขมเทโว (ปกิณกะคำสอน)
ถ้อยคำ ที่ 3
สมเด็จโต ท่านเมตตาแสดงธรรมเรื่องนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้คิดดังนี้
ท่่านเล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านไปเทศน์ที่บางแขวก
ขากลับท่านล่องเรือมาตามน้ำ โดยใช้คนแจว
ด้วยความอ่อนเพลียของร่างกาย ทำให้ท่านหลับ ตื่นเอาบ่ายสองโมง
ท่านขอร้องคนแจวเรือช่วยพายเรือกลับวัดล่าง
เพราะคนแจวบอกท่านว่า ตอนเพล วันเขาตีกลอง
จึงเพลที่วัดล่าง จึงมิได้ปลุกท่าน ท่านก็ขอร้องคนแจวว่า...
"นึกว่าช่วยฉัน ช่วยแจวเรือกลับวัดที่ตีกลองเพลหน่อยเถิด"
เมื่อถึงวัดนั้น คนแจวก็ถวายอาหารแด่ท่าน
ชาวบ้านแถบนั้นที่รู้จักท่านก็นำอาหารมาถวายเช่นกัน
มีคนแอบดูท่าน โดย คิดว่า "พระฉันหลังเพล"
ความจริงนั้นมีอยู่ว่า...
ท่านรู้ถึงสภาวะร่างกายซึ่งประกอบด้วยธาตุ ๔ มันพร่องอยู่เป็นนิจ
จึงจำเป็นต้องบริโภคให้กับร่างกาย บุญ และ บาป อยู่ที่เจตนาของใจ
คำว่าไม่รู้เวลาจึงไม่มีแก่ท่าน เพราะท่าน มีสติ สัมปชัญญะสมบูรณ์
ท่านบอกว่า "ปฏิสัมภิทาญานมีหรือที่ไม่รู้เวลา"
ที่ท่านแสดงธรรมนี้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้คิดและพิจารณา
ผู้พ้นทุกข์จริง ย่อมไม่เบียดเบียนทั้ง กาย วาจา ใจของตน
ตราบใดที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ คำว่าพอของร่างกายนั้น
ย่อมไม่มี เสื่อมตลอดเวลา ธาตุ ๔ ต้องเติมให้มันเรื่อยอยู่เป็นนิจ
....
จาก ชิคัจฉา ปรมา โรคา หนังสือชื่อ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม ๗
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่อง8 ของแถมดูเล่น
124.157.255.202
ความคิดเห็นที่
10
19.03.2010 / 10:18 am
http://www.youtube.com/watch?v=wqnQj1Lx02Y
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่9 วันนี้...
124.157.255.33
ความคิดเห็นที่
11
20.03.2010 / 4:01 pm
วันนี้....เหล่าสานุศิษย์คงเดินกันหลังแอ่น....
เพราะไรนะหรือ?? ฮ่าๆ.....T^T
(ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก สนุกจะตายไป ฮ่า)
เข้าเรื่องที่ 9 ดีกว่า...
ตามโบราณกาลมีมา เราถือว่าเป็นวันแรง และวันที่แข็ง
บุคคลที่เกิดในวันเสาร์นั้น จะมีเทพพระเสาร์พิทักษ์คุ้มครองและรักษา
เทพพระเสาร์นั้น เกิดจากพระศิวะ นำเอาเสือสิบตัวมาป่นให้เป้นผง
แล้วห้อด้วยผ้าสีม่วง สีดำ ประพรมด้วยน้ำอัมฤทธิ์กึ่งเทวราช
(เรื่องนี้เคยเล่าไปแล้ว เรื่องที่สามที่สี่ได้กระมั้ง?)
วันเสาร์ห้า คือ วันเสาร์ ขึ้นหรือแรม 5 ค่ำ เดือน 5
ซึ่งโอกาสที่จะเกิดวันเสาร์ห้า นั้นเกิดได้ยาก
ตาม คติความเชื่อของโบราณเชื่อว่า ดาวเสาร์เป็นดาวแห่งความเข้มแข็ง และ
มีพลังมาก หากมีการประกอบพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลในวันเสาร์ห้า
จะมีพุทธคุณด้านคงกระพัน และแคล้วคลาด มากกว่าวันปกติ
(เช่นนั้นแล)
“ฤกษ์มหามงคลเสาร์ห้า มหาเศรษฐี 100 ปี มีครั้งเดียว”
ในวันที่ 20 มีนาคม ที่จะถึงนี้ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 100 ปีมีครั้งเดียว
ถือว่าเป็นวันธงไชยกฐินวัน เป็นฤกษ์งามยามดี
มีดาวบนท้องฟ้าโคจรในตำแหน่งที่สวยงาม
เป็นวันที่ควรจะได้มีกิจกรรมอันเป็นมหามงคลร่วมกัน หรือ
ได้ไปอยู่ในพิธีอันเป็นมงคลจะได้อำนวยอวยสุข
อำนวยอวยพรให้เกิดสุข และผล เป็นมิ่งมงคลแก่ท่านทั้งหลาย
และเนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ดียิ่งนัก
นาน~นาน~จะมีสักปี แต่ที่เค้าบอกว่า กว่าจะมี 100 ปีหนเดียวเวอร์ไปหน่อยฮ่าๆ
ครูพราหมอมร ท่านได้เมตตาบอกแก่ชาวหลานศิษย์ในไทฟูโดว่า...
"วันเสาร์ ขึ้น ๕ คำ เดือน ๕ ที่ดีและแข็งที่สุดต้องเดือนเมษายน"
แต่สิ่งสำคัญอย่าลืมครับ "จิตใจ" ของเราสำคัญยิ่ง
หากจะมีของดีติดตัวเอาไว้ หากไม่มั่นเจริญภาวนาในศีล
แล้วปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ มันก็ไม่มีคุณได้เท่ากับเป็นที่พึ่งให้กับตนเอง
หากพึ่งสติปัญญาตนเองมิไหวแล้วไสย นึกถึงครูอาจารย์ไว้เถิดครับ
เมื่อจะกระทำสิ่งใด นึกถึงบิดามารดาไม่ได้ ก็ให้นึกถึง อาจารย์
เพื่อนไม่ช่วย เพื่อนไม่คบ ก็นึกถึงอาจารย์
แฟนไม่รัก นึกถึงอาจารย์
ไม่มีเงิน....
ดีใจนึกถึงอาจารย์
เศร้าใจนึกถึงอาจารย์
บ้าก็นึกถึงอาจารย์
ยามเมาก็...นึกถึงอาจารย์
จะมีอุตตร้าแมนมาช่วยท่านเอง *0*
(ล้อเล่น)
ปล.สาระใดเก็บได้ก็เก็บไป อันไหนไร้สาระก็อย่าไปเอามันมาใส่หัวเลยท่าน ฮ่าๆ
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 10 ถ้อยคำ...ผู้หญิงร้ายกว่าเสือ
124.157.255.33
ความคิดเห็นที่
12
20.03.2010 / 4:20 pm
อันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดเอาไว้เป็นอุปเท่ห์ที่ดี
ใช้ได้ยามเป็นอริยสงฆ์และฆราวาสครับ
ขอหยิบมาส่วนหนึ่งครับ...
คติธรรม หลวงพ่อ กงมา...
"เมื่อรู้แล้วเป็นอย่างไร เห็นอะไรงามบ้างสวยบ้าง มันล้วนแต่ของโสโครก น่าเกลียดมิใช่หรือ เมื่อรู้แล้วอย่าอยากสึก ”
“ถ้าโยมไม่รู้สรณะ พุทธะ พระไม่รู้กรรมฐาน ศาสนาจะตั้งอยู่ไม่ได้เลย นี่ก็น่าคิดอยู่
เพราะว่าโยมไม่รู้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แล้วทุกอย่างมันจะทุพพลภาพไปตามคนจริง และ
ถ้าหากพระสงฆ์ยังพิจารณาร่างกายของตนเป็นของสวยของงามอยู่
ก็อาจทรงอยู่ในสิกขาวินัยไม่ได้ เพราะพิจารณากัมมัฏฐานไม่ลง ยังยินดีในรูป เสียง กลิ่น รสอยู่”
และ ท่าน ว่า ขณะที่ถือเพศเป็นบรรพชิตพรหมจรรย์อยู่นี่
ท่านกลัวผู้หญิงเท่ากับเสือเก้าศอกหรือกว่านั้น เพราะ
เสือไม่สามารถจะทำลายเพศพรหมจรรย์ให้เสียได้
ถึงมันกัดมันก็กัดเฉยๆ ส่วนผู้หญิงนั้น
จะต้องทำให้เราตายทั้งเพศพรหมจรรย์ด้วย
ด้วยเหตุฉะนี้ครับ เป็นเพียงอุปเท่ห์เท่านั้นเอง อนุโมทณา
คำสอนของหลวงพ่อ เจริญแล้วด้วยสติ สาธุ สาธุ สาธุ
จาก พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินธโร เป็นผู้บันทึกคำสอนของหลวงพ่อ กงมาไว้ครับ
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 11 แกะรอยไสยศาสตร์
124.157.255.33
ความคิดเห็นที่
13
20.03.2010 / 5:31 pm
จากหนังสือพิมพ์ไทรัฐ ฉบับ วันที่ 20 มีนาคม 2553
เรื่องนี้ พระราชครูวามเทพมุณี
หัวหน้าพราหมณ์สังกัดกองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง
ให้ความรู้ผ่าน ไทยรัฐออนไลน์ เกี่ยว กับความหมายของไสยศาสตร์ว่า
ไสยศาสตร์ คือวิชาที่ตามที่คนทั่วไปเข้าใจก็คือ การฝังรูป ฝังรอยต่างๆ
ซึ่งถ้าปฏิบัติแล้วเป็นกุศลก็เป็นสิ่งดี แต่หากทำสิ่งใดที่ไม่เป็นกุศลก็จะไม่ดี
พระราชครูวามเทพมุณี บอกว่าไสยศาสตร์ในทางไสยขาวก็มี เช่น
การดูฤกษ์ดูยามเพื่อเอาไปทำในสิ่งดีๆ ดูฤกษ์ที่ใช้กับการบวช ขึ้นศาล ขึ้นบ้านใหม่
“แต่ถ้าเป็นไสยดำที่ เกิดจากจิตไม่เป็นกุศลนั้นก็จะเกิดผลไม่ดี
อันนี้เป็นหลักตามพระพุทธศาสนา ถามว่าจะแก้ไสยศาสตร์มนต์ดำได้อย่างไร
การทำกุศลจะแก้ได้ การตักบาตรทำบุญสวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ-กุศล เช่น
ในวันสำคัญวันที่เป็นมลคลก็ไปสวดมนต์ไหว้พระ แล้วเราจะได้มีความสุข
สันติเกิดในใจของตัวเอง และก็จะแพร่ไปสู่เพื่อนฝูง หรือคนที่อยู่รอบข้าง
จะได้มีความสุขและปีติ เบิกบาน”
ถามถึงความสำคัญของวันเสาร์ 5 ที่กลุ่มผู้ชุมนุมถือเป็นฤกษ์ดีที่จะเคลื่อนไหวทั่วกรุงเทพฯ นั้น
พระราชครูวามเทพมุนี กล่าวว่า เสาร์ 5 ที่จะเกิดในวันนี้ถือว่าเป็นวันมงคลหนึ่งที่หายาก
ส่วนใหญ่จะมีการสวดมนต์ไหว้พระกัน เพื่อให้จิตใจเบิกบาน
“แต่ในทาง พระพุทธศาสนาเขาจะมีการเข้ามาทำพิธีพุทธาภิเษก
เพื่อจะได้เป็นมงคล ถามว่าเมื่อเอาวันมงคลไปทำในสิ่งที่ไม่ใช้วัตถุประสงค์
กระทำดีก็ได้ดี แต่กระทำไม่ดีก็ได้ไม่ดี อันนี้คือหลักศาสนา”
“ซัด” ไสยศาสตร์ ของเล่นของชาวพุทธอนุบาล
พระพิศาลธรรมวาที หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้า อาวาสวัดสวนแก้ว
กล่าวถึงประเด็นเรื่องการเล่นสงครามไสยศาสตร์ในปัจจุบันว่า
ไสยศาสตร์เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีว่าด้วยสถิติ
ซึ่งถ้าถูกมากคนก็เชื่อถือ แต่ถ้าถูกน้อยคนก็ไม่เชื่อถือ
ดังนั้นไสยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความไม่แน่นอน
“แต่บอกว่าไม่ มีจริงก็ไม่ได้ หรือมีจริงและหลงไหลไปก็ไม่ถูก
อาตมาแนะนำว่าอย่าไปเชื่อคำว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"
มันถึงเชื่อก็ต้องศึกษา ต้องทำให้แจ่มแจ้งเข้าใจ
เกี่ยวข้องอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์มากกว่าที่จะหวาดผวา หรือกลัวไปเครียดไป”
แต่ สำหรับศาสนาพุทธพระพยอม บอกว่า ตามหลักพุทธศาสนา
ไสยศาสตร์เราไม่สนใจ เป็นศาสตร์ที่ขัดขวางการบรรลุมรรคผล
บางที่เรียกไสยศาสตร์ว่า “เดรัช ฉานวิชา” แปลว่า
วิชาที่มันนำพาความไม่หลุดพ้นเป็นอุปบกสรรคต่อนิพาน
ดังนั้นคนที่อยากจะมุ่งมั่นในแนวพุทธศาสนา
เรื่องดับทุกขก็จะไม่ไปสนใจไสยศาสตร์
แต่ถ้าพวกที่คลั่งมากถือว่าตั้งแต่ดังเดิมตั้งแต่บวช
ชอบทำตัวเป็นพระไสยศาสตร์ จะเป็นไปเป็นมาก็เห็นไม่รอดหลายรายแล้ว
“ไม่ ว่าจะเป็น พระนิกร ก็ทำเป็นพระไสยศาสตร์อันนี้ก็เสร็จ เณรแอ ก็อยู่ในคุก
จะสังเกตได้ว่าปลายทางของพระหรือคนที่ใช้หรือเล่นไสยศาสตร์มักจะไปไม่รอด คือ
ส่วนใหญ่ไม่ตายก็ติดคุก ซึ่งยุคนี้คนหลงไสยศาสตร์กันเยอะ
แต่อย่าลืมว่ายุค 3 จี นอกจากไสยศาสตร์มันไม่เกิดทุกคนแล้ว
ถ้าเกิดขึ้นไม่นานมันก็หาย ก็เสื่อมไป เหมือนพวกเกจิอาจารย์
ที่ทายดวงแม่นดูหวยแม่น ไม่กี่งวดก็เสื่อมไปไม่เห็นมีใครให้แม่นจนกระทั่งตัวเองตาย”
พระ นักเทศน์ยังกล่าวถึงการที่หลายคนเน้นการไสยศาสตร์นำทางว่า
ปัจจุบันคนเราไม่รู้จักดับทุกข์ ไม่สนใจเรื่องดับทุกข์ หรือสนใจก็แล้วแต่ก็แทงไม่ทะลุปรุโปร่ง
ก็เลยมาวนอยู่กับเรื่องไสยศาสตร์ยิ่งยุคนี้ จะเอาชนะกันให้สัมฤทธิ์ผล ถ้ามันไม่สัมฤทธิ์ผลก็ทำไสยศาสตร์กัน
สาเหตุที่ ปัจจุบันในยุค 3 จียังมีคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อและใช้เรื่องไสยศาสต์นั้น
พระพยอมบอกว่า เป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่อย่างไรก็ดี ไสยศาสตร์ยุคนี้จะไม่ขลัง
ยิ่งคนทำไม่มีศีลธรรมยิ่งไม่ขลัง เพราะว่าไสยศาสตร์มันต้องเป็นคนที่มีศีลธรรมด้วย
เขาทำไว้สมัยก่อนต้องไม่ด่าพ่อล่อแม่ ต้องไม่เลวทรามแย่งผัวแย่งใครเพราะว่าวิชาที่มีมันจะเสื่อมหมด
“อาตมาเชื่อว่ามันจะเสื่อมกันหมด ทุกๆ อย่างมีเกิด ตั้งอยู่ดับไป ไม่ควรจะไปหลงไกลจนเกินไป
คนไม่มีศีลธรรมแล้วเล่นของมันจะกลับเข้าตัว ก็อยากจะฝากให้ทุกๆ คนเชื่อกฎแห่กรรม
เชื่อในความพียร เชื่อว่าการกระทำดีและถูกต้องแล้วพยายามต่อไป จะช่วยเราได้มากกว่าศาสตร์ใดๆ ในโลก”
พระพยอมบอกว่า พุทธศาสนาสอนให้เชื่อกรรมเชื่อการกระทำ
พอเชื่อว่ากระทำสิ่งที่ดีที่งามแล้วทำเต็มที่ ไม่ว่าจะทำอะไรเจริญ แต่
ถ้าคิดว่าไม่ถูกไม่ดีก็อย่าพยายามทำเพราะมันจะเป็นกรรมฝ่ายลบ
“ที่ จริง ถ้าคนเราใช้สติปัญญาแล้วไม่ต้องหวังจะเอาชนะมากไป
ไม่ต้องทำขนาดไสยศาสตร์ หรือทำความรุนแรง ถ้ายอมแพ้กันสักหน่อย
แค่ถอยคนละก้าว เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันเตือนสติกันว่า
อย่ามั่วแย่งอำนาจและผลประโยชน์กันจะดีที่สุด”
ไสยศาสตร์กับมุมมองคนพุทธ
นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย นักธุรกิจผู้ศึกษาธรรมะชื่อดัง
กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไม่อยากให้คนทั่วไปตื่นตระหนักกับข่าวการเล่นไสยศาสตร์ในระยะนี้
“ตาม หลักศาสนาแล้วคนที่ประพฤติธรรม ธรรมะก็จะคุ้มครอง
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นไสยไหนเราไม่ต้องกลัว ไม่ต้องหวั่นไหว
พึงระลึกถึงคุณงามความดี ให้ยึดหลักที่ว่า “อัตตาหิ อัตโนนาโถ”
ตนเป็นที่เพ่งแห่งตนแล้ว เราก็จะมีสติสัมปชัญญะ อย่างอื่นแทรกมาไม่ได้
เวลาที่เราขาดสติ เราจะจิตอ่อน ปรมาณูของจิตเราอาจจะมีอย่างอื่นเข้ามาแทรกซึมได้
ถ้าเกิดเราทำให้ปรณูของจิตเราอยู่กับพุทโธ ตลอด คืออยู่กับพุทธคุณ คุณงามความดีของพระพุทธเจ้า
ก็จะไม่มีอะไรมาทำร้ายได้เลย”.
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 12 ชวนดูหนัง...นาคปรก!
124.157.255.33
ความคิดเห็นที่
14
21.03.2010 / 10:13 am
หนังเรื่องนี้ ผมได้ทราบมาว่า สำคัญยิ่งนัก
แม้จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ดีนักในการสร้างหนังศาสนา
ในแง่อีกมุมหนึ่ง แต่มันสะท้อนจนผมเองแค่อ่านเนื้อหา
แล้วก็ได้ดูเพียงตัวอย่าง ก็ขนลุกขนพอง
มีผู้ชายหลายท่านครับ นั่งน้ำตาไหล เพราะหนังเรื่องนี้
แบบว่า...โดนอย่างแรง ฮ่าๆ (ผมยังไม่ได้ดู ไม่มีตังค์ TAT)
เลยคิดว่า ผมคงไปดูก่อน แล้วจะกลับมาบอกว่า เรื่องนี้ ให้อะไรอย่างไรบ้าง
มีหลายคนอีกเช่นกัน ดูหนังเรื่องนี้จบ เอ่ยปากเป็นเสียงเดียว
"อยากบวชให้แม่"
โอ้! ประเสริฐแท้ หนังที่ได้รับการวิพากษ์เสียๆหายๆมาก่อนหน้านี้
กลับทำให้คนอยากบวชมากขึ้น แบบนี้...ไม่ดูไม่ได้แล้ว ฮ่าฮ่า
ปล.ที่จริงผมรู้ Spoil มาแล้วครับ เลยไม่บอกอะไรจนกว่าจะไปดูเองครับ
ถ้าดูแล้วเกิดรู้สึกเสียดายเงิน อย่ามาโต้ดผมน้า~T^T
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 12 ชวนดูหนัง...นาคปรก!(ต่อ)
124.157.255.33
ความคิดเห็นที่
15
21.03.2010 / 10:20 am
เอาตัวอย่างมาก่อนครับ...
http://www.youtube.com/watch?v=KaL3EvLyC20
ก็ฉายเต็มครับ เค้าบอกว่าไม่มีตัด คบทุกตอน
เป็นของค่าย บาแรมยู...อ่า~ก็นะ ไม่พูดอะไรมาก
ส่วนหนึ่งก็บอกว่า อย่าไปคาดหวังมากนัก
ในเรื่องของการถ่ายทำ มันก็ ให้กันแค่ 3 ดาว เท่านั้นเอง
แต่สิ่งสำคัญคือ เนื้อหาสาระของเรื่อง
ถ้าใครมีเวลานะครับ จากใจของเหน่งเลย อยากแนะนำลองไปดูครับ ^_^
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่อง 13 น้ำจากตู้หยอดเหรียญ...
124.157.255.220
ความคิดเห็นที่
16
27.03.2010 / 4:49 am
เนื่องจากจะเข้าหน้าร้อนแล้ว เป้นช่วงที่เชื้อโรคเจริญเติบโตดีแท้
ก็เอาความรู้เตือนภัยสุขภาพมาบอกเล่ากับพี่น้องไทฟูโดกันสักนิด
พอดีอ่านข่าวช่อง9 แล้วไปเจอมา ก็เอามาลงเลย
กรมอนามัยเตือนหน้าร้อนระวัง โรคจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญมาตรฐานต่ำ (สำนักข่าวไทย)
นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงการเลือกใช้บริการน้ำดื่ม
จากตู้หยอดเหรียญอย่างปลอดภัย ในช่วงหน้าร้อนว่า
ก่อนเลือกใช้ บริการจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ
ควรให้ความใส่ใจต่อมาตรฐานของตู้น้ำดื่มที่ให้บริการตามจุดต่าง ๆ ด้วย
เพราะหากน้ำดื่มภายในตู้ไม่สะอาด หรือมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ในน้ำ
จะส่งผลกระทบต่อการเจ็บป่วย ด้วยโรคที่เกิดจากน้ำเป็นสื่อตามมาได้ เช่น
โรคบิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ไวรัสตับอักเสบเอ
ดังนั้น การเลือกใช้บริการตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญแต่ละครั้ง
ให้สังเกตสภาพภายนอกตู้ต้องสะอาด ไม่สกปรก
ทำจากวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน ไม่ผุกร่อน หรือเป็นสนิมจนน่ารังเกียจ
จุดติดตั้งต้องมีความสะอาดโดยรอบ ตั้งอยู่บนพื้นที่เหมาะสม มีสุขอนามัย
ไม่ใกล้ถังขยะหรือสิ่งปฏิกูล ช่องรับน้ำภายในตู้ต้องสะอาด มีฝาปิดมิดชิด
ไม่เป็นคราบสกปรก ปราศจากฝุ่นละอองและคราบอื่นใด
นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการนำขวดพลาสติกหรือภาชนะอื่น ๆ
มารองน้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ โดยหมั่นทำความสะอาดภาชนะเหล่านั้นเป็นประจำ
และก่อนการนำมาใช้ซ้ำทุกครั้งต้องล้างขวดให้สะอาด โดยใช้น้ำเขย่าให้ทั่วภาชนะแล้วเททิ้ง ทำเช่นนี้ประมาณ 1-2 ครั้ง
แต่ถ้ามีเวลามากพอก็ควรจะล้างภาชนะ ดังกล่าวด้วยน้ำยาล้างจาน
โดยใช้แปรงขนอ่อนขัดล้าง ไม่ควรใช้แปรงขนแข็ง
เพราะจะทำให้เกิดรอยขีดข่วนและเป็นแหล่งสะสมเชื้อจุลินทรีย์
จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด เสร็จแล้วจึงนำไปเติมน้ำจากตู้น้ำต่อไป
ข่าวจาก MCOT ครับ
รักษาสุขภาพครับผม ^_^
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 14 สุขภาพ...(ตรวจด้วยตนเอง)
124.157.255.220
ความคิดเห็นที่
17
27.03.2010 / 4:55 am
โรคที่อาจเกิดในช่วงหน้าร้อนนี้ครับ ลองตรวจด้วยตัวเองดูครับ
1.ผิวหนังมีปัญหา
มีอาการคันหรือลอกเป็นขุย อาจเป็นลักษณะของการขาดวิตามิน A
ดังนั้น ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม หรือ
สีเขียวเข้มที่อุดมไปด้วยวิตามิน A
2.ผมไม่เงางาม
เป็นผลมาจากการขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก เช่น
พืชผัก ข้าวและถั่ว รวมทั้งกะหล่ำดอก รวมทั้งผลไม้เปลือกแข็ง
ซึ่งอุดมไปด้วยไบโอตินควบคู่กับการออกกำลังกาย
3.ท้องผูก
เลือกรับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ต่าง ๆ และดื่มน้ำให้มากขึ้น
4.ข้อต่อมีเสียงดัง หรือปวดบริเวณข้อต่อ
กรดไขมันประเภทโอเมก้า-3 ที่พบมากในปลา
จะช่วยให้กระแสโลหิตไหลเวียนดีขึ้น
ลดอาการปวดบวมบริเวณข้อต่อทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น
5.สเปิร์มลดน้อยลงกว่าปกติ
เป็นผลมาจากขาดวิตามิน C
ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
รักษาปริมาณและความสมบูรณ์ของสเปิร์ม ดังนั้น
ควรดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน
6.หัวใจ เต้นผิดปกติ
อาจขาดสารอาหารพวกแมกนีเซียมและโพแทสเซียม
ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้วและกล้วย
รวมทั้งอาหารพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวันและผักโขม
7.ปวดเหงือก
ให้รับประทานโยเกิร์ตเพื่อช่วยจัดการกับแบคทีเรียที่มีอันตรายในปาก
8.กระดูกแตก
อาจมีสาเหตุมาจากการขาดวิตามิน D
และแคลเซียม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างกระดูก
สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่
ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง โยเกิร์ต นมและเนยแข็ง
9.ขี้ลืม
พบว่า ผู้ที่มีระดับของวิตามิน B6 B12
และ B folate สูงในเลือด
จะมีความทรงจำที่ดี ควรเสริมสร้างอาหารที่ช่วยให้สมองทำงาน
ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ อาหารทะเลและถั่ว
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 14 สุขภาพ...(ตรวจด้วยตนเอง)
124.157.255.220
ความคิดเห็นที่
18
27.03.2010 / 4:56 am
ลืมบอกไปว่า เอาข้อมูลมาจาก สภากาชาดไทยครับ
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 15...ไม่เกิน 20 ปี ให้ใช้วิจารณญานในการชม
124.157.255.95
ความคิดเห็นที่
19
02.04.2010 / 9:28 pm
...หรือ อย่าชมไปเลยดีกว่า เพราะคลิปต่อไปนี้ มีแต่ความรุนแรงใส่เข้าหากัน
นั้นคือ มวยคาดเชือก เอาเฉพาะ Shot รุนแรงทั้งนั้น
ในคลิปดังกล่าวนี้ มีความน่าสนใจ อยู่หลายจุดครับ
มีใช้แม่ไม้ หรือ แม้กระทั้ง เตะก้านคอเต็มๆ แต่คนเตะหลับซะเอง ฮ่าๆ
สรุปแล้ว ตามคำเตือนครับ คลิป เรท ฉอ.ฉิง ( ฉ ) ครับ
http://video.mthai.com/player.php?id=8M1215156081M0
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 16 ฮาราคีรี
124.157.255.168
ความคิดเห็นที่
20
11.04.2010 / 12:52 am
ฮาราคีรี....พวกเรารู้จักกันว่าเป็น
วิธีการฆ่าตัวตายและวิธีการประหารชีวิต ของคนญี่ปุ่นในอดีต
โดยเฉพาะสมัยที่มีซามุไรมากๆ
ปัจจุบันนี้การฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ยังมีอยู่หรือไม่ในสังคมญี่ปุ่น
ก่อนอื่นเรามารู้จักกับคํา ๆ นี้กันก่อนว่ารากศัพท์นี้มันมาจากไหน
ฮาราคีรี 腹切(はらきり)
มาจาก...
ฮาระ 腹(はら) แปลว่า ท้อง
คิริ 切(きり)มาจากคําว่า 切る(きる)ที่แปลว่า ตัด
รวมๆแล้วความหมายก็คือ ตัดท้อง
ภาษาญี่ปุ่น มีอีกคําหนึ่งซึ่งความหมายเดียวกันคือคําว่า "เส็บพุขุ" 切腹(せっぷく)
การประหารชีวิตและการฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้
เขาไม่ได้เอามีดแทงเข้าไปในท้องตัวเองเฉยๆ มันมีวิธีการที่เสียวกว่านั้น
แทงท้องทางด้านซ้าย
รวบรวมพละกําลังที่มีเหลืออยู่ดึงมีดที่ปักอยู่ในท้องไปทางด้านขวา
ตัดไส้ตัดพุงให้ขาด(ถ้าทําได้)
ถ้ายังไม่ตายให้ใช้พลังเฮือกสุดท้ายที่อาจจะยังเหลืออยู่ดึงมีดขึ้นข้างบน
แค่นึกภาพก็เสียวแทนแล้ว
แต่นี่ยังธรรมดา ถ้าย้อนไปในอดีต
สมัยแรกๆที่นํา ฮาราคีรี มาเป็นวิธีการประหารชีวิต สมัยนู้น
ฮาราคีรี มีถึง 3 รูปแบบ
แบ่งประเภทตามลักษณะของตัวคันจิ เลขหนึ่ง เลขสิบ แล้วก็ เลขสาม
คือตัดเป็นรูปตัวอักษรคันจินั่นเอง
一 十 三
いち じゅう さん
หนึ่ง สิบ สาม
แค่แทงเข้าท้องอย่างเดียวก็เสียวแล้ว
นี่ต้องลากมีดจากซ้ายไปขวาให้เป็นเลขหนึ่งอีก
เลขหนึ่งอาจจะพอลุ้น แต่ถ้าเป็นรูปเลขสิบกับเลขสามนี่
คงต้องแทงท้อง ปักเข้าถอนออกกันหลายเที่ยวทีเดียวกว่าจะตายสมใจ ...ซวบ!
เอ้า...ซวบอีกที ยังไม่พอ ขออีกที ซวบ! ฮือ... ขนลุก
จริงๆแล้วในการประหารชีวิตด้วยวิธีนี้
จะมีเพชรฆาตรอตัดหัวอยู่ด้านหลังเพื่อไม่ให้ทรมาน
หลายคนบอกว่า มันเป็นเรื่องยากมากที่จะดึงมีดที่อยู่ในท้องขึ้นๆลงๆ
เพราะมนุษย์เราคงทนพิษบาดแผลไม่ไหว
ถ้าไม่ตายก่อนก็คงไม่มีกําลังเหลือพอที่จะทําเรื่องที่เหนือมนุษย์
ทําได้หรือไม่ได้...ความจริงเป็นอย่างไรไม่อาจทราบได้
แต่ถ้าเป็นจริง ก็ต้องทึ่งกับความเป็นเลือดซามุไรของคนญี่ปุ่นในอดีตจริงๆ
ในสมัยเอโดะ (江戸時代)
ก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นแค่พิธีการอย่างเดียว คือ
คนที่จะถูกประหารชีวิตจะนั่งบนเสื่อตาตามิ
ข้างหน้าจะมี มีด หรือไม่ก็ พัด วางอยู่
แต่มีดนั้นก็ไม่ใช่มีดจริง เป็นมีดไม้
พอผู้ที่จะถูกประหารหยิบมีดหรือพัดขึ้นมา
เพชรฆาตที่เตรียมตัวอยู่ด้านหลังก็ลงมีด ตัดหัวทันที
คือ ฮาราคีรีในสมัยหลังๆเป็นเพียงแค่พิธีการเท่านั้น
จริงๆแล้วก็คือการตัดหัวประหารชีวิตเหมือนบ้านเรานั่นเอง
ปัจจุบันนี้ การฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่น
ส่วนมากจะนิยมแขวนคอกันซะมากกว่า
พูดว่านิยมคงไม่ดีเท่าไหร่คงต้องบอกว่าเป็นสถิติ
เดี๋ยวนี้คนที่อยากตายจะไม่ทําอะไรที่มันหวาดเสียวเหมือนแต่ก่อน แต่...
เมื่อหลายปีที่แล้วช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในช่วงทรุดหนัก
พนักงานที่มีอายุในหลายๆบริษัทถูกบังคับให้ลาออก....
แล้วก็มีคดีที่น่าหวาดเสียวเกิดขึ้น
พนักงานคนหนึ่งของบริษัทแห่งหนึ่ง
ทําฮาราคีรี แทงท้องตัวเองต่อหน้าผู้จัดการ
คําพูดที่พนักงานคนนั้นทิ้งเอาไว้คือ....
"ผมอุทิศทั้งกายและใจเพื่อบริษัทมาตลอด ทําไมต้องทํากับผมแบบนี้"
เป็นคดีที่ดังมากในญี่ปุ่นตอนนั้น
แน่นอนวิธีที่ชายคนนั้นฆ่าตัวตาย
ก็เป็นอะไรที่คนญี่ปุ่นฟังแล้วต้องทึ่ง
แต่เรื่องที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ
คดีนี้ได้บอกว่า ระบบการว่าจ้างตลอดชีพ
ระบบการดูแลพนักงานตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาในบริษัทจนกระทั่งเกษียร และ
ความรู้สึกของพนักงานต่อบริษัท ระบบหลายๆอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมญี่ปุ่น ...กําลังเริ่มสั่นคลอน
ถ้าเป็นเมืองไทยคดีอาจจะไม่ออกมาเป็นแบบนี้ก็ได้ อาจจะเป็น
มึงไล่กูออกทําไม...มึง....ปั้ง! ปั้ง! ปั้ง!
การฆ่าตัวตายนั้นบาปนักหนา... แต่การฆ่าคนนั้นซิบาปมากกว่า
皆さん、平和的に暮らしましょうね!
Attachment Files
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 17 (ฮาราคีรีต่อเนื่อง) เพลงต้องสาป!!
124.157.255.168
ความคิดเห็นที่
21
11.04.2010 / 1:48 am
อ่า วันๆเจอแต่ของแปลกๆ
ระหว่างที่หาข้อมูลเกี่ยวกับฮาราคีรี
เจอของแถมครับ เพลงที่เค้าบรรเลงตอน ฮาราคีรี
อันนี้ต้องใช้วิจารณญานครับ
เป็นรูปแบบ Remix แล้วนิดๆ ต้นฉบับผมไม่ได้ฟัง
เลยไม่รู้ว่า Mix ไปแค่ไหน ก็...มีเสียงลือเล่าอ้างว่า
ฟังแล้วหลอนครับ แล้วจะเจอเหตุการณ์แปลกๆ
นอกนั้นก็ ข้อความยังกะจดหมายลูกโซ่อีหรอบเดิม
ไอ้ผมฟังแล้วก็วูบนะ...
(หรือตรูกำลังจะหลับ? ดึกแล้วนิเนอะ? - -*)
แต่มันมีเสียง วี๊ดๆ ปนไปปนมา ประมาณว่า สเคชแผ่น
ขูดขีดกันมันส์ ไม่ขออธิบายมากก็แล้วกันครับ
สรุปว่า ผมมีเพลงตอนเค้าฮาราคีรี
แบบที่ข่าวบอกว่าคนฟังแล้ว เกิดอาการจิตหลอน
(แต่ทำไมผมไม่หลอน ทนฟังอยู่ 5 นาที หรือว่า ตรูหลอนอยู่แล้ว - -*)
ใครอยากฟัง ขอได้ครับ...ที่ XXX เท่านั้น ฮ่า
ปล.เนื้อหานี้ ไร้สาระ ข้ามไปได้เลยครับ แต่เพลงดังกล่าวผมมีอยู่จริงครับ
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 18 ตัวอย่าง องค์บาก3 ตัวเต็มอย่างเป็นทางการ
124.157.255.168
ความคิดเห็นที่
22
11.04.2010 / 2:52 am
เจอข่าววันนี้ อนาจใจประเทศไทย บ่นไปงั้น เข้าเรื่อง...
http://movie.mthai.com/trailer/58674.html
กดเข้าไปชมกันเลยครับ
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 19 วันสงกรานต์ ทำไรดีหนอ~?
124.157.255.168
ความคิดเห็นที่
23
11.04.2010 / 8:58 pm
ใกล้วันสงกรานต์แล้วครับ หลายท่านคงจะมีสถานที่เที่ยว
แล้วคงไปสาดน้ำกันสนุก ก็เป็นวันดี สิ่งที่จะลืมไม่ได้เลยครับ
คือ ประเพณีไทยๆ วันสงกรานต์นั้นก็วันปีใหม่ไทย
สิ่งที่เราไม่ควรลืมในวันสำคัญอย่างนี้ คือ การทำบุญ และ ความดี
เหน่งเลยเอาบทความ จาก "เย็นทั่วหล้า ประเพณีสงกรานต์" มานำเสนอ
โดยเนื้อหาเป็นประเพณีทำบุญวันสงกรานต์ของชาวเหนือครับ
ว่าวันสำคัญนี้ พี่น้องชาวเหนือเค้าจะทำบุญอะไรกันบ้างครับ
งานสำคัญบุญสงกรานต์ มีดังนี้ครับ
วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันสังขานต์ล่อง
เริ่มจากตอนเช้ามีการยิงปืนขับไล่เสนียดจัญไร
ให้ล่วงลับไปกับสังขานต์ (แต่ถ้ายิงในหาดใหญ่ เกรงว่าจะโดนจับ = =)
และในแต่ละบ้านมีการทำความสะอาด ตลอดจนตามถนนและตรอกซอยเข้าบ้าน
จากนั้นก็ทำความสะอาดชำระล้างร่างกาย สระเกล้าดำหัวให้สะอาดมีจิตใจผ่องใส
หลังจากนั้นไปเที่ยวตามหมู่บ้านหรือในปัจจุบันนิยมไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
เรียกว่า “ไปแอ่วปีใหม่” วันนี้มีการเล่นรดน้ำกันแล้ว
วันที่ 14 เมษายน วันเนา หรือวันเน่า
วัน “ขนทราย” หรือ วันเนาว์ วันปู๋ติ วันนี้จะทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นมงคล
ไม่ด่่าทอหรือทะเลาะวิวาท ตอนเช้าไปจ่ายของและอาหาร
เตรียมทำบุญถวายพระ ในวันรุ่งขึ้น วันเตรียมอาหารและเครื่องไทยทาน
เรียกว่า“วันดา” (คำวันสุกดิบทางภาคอื่น) และทุกบ้านจะทำกับข้าวที่สามารถเก็บไว้ได้หลายวัน
เช่น แกงเส้นร้อน แกงอ่อม ฯลฯ หรือไม่ก็จำพวกห่อนึ่ง เช่น ห่อนึ่งไก่ ห่อนึ่งปลา ฯลฯ
พร้อมทั้งตระเตรียมอาหารหวาน และเครื่องไทยทานไว้ให้พร้อม
ตอนบ่ายมีการขนทรายจากแม่น้ำ
นำไปไว้ที่วัดใกล้บ้าน โดยก่อเจดีย์ทรายตามลานวัด
เจดีย์ทรายจะถูกประดับตกแต่งด้วยตุง (ธง)
ทำด้วยกระดาษสีตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม และรูปอื่นๆ
ชายธงมีการทานช่อ (ทำด้วยกระดาษสีต่างๆ)
ตัดเป็นลวดลายติดปลายไม้สำหรับปักที่กองเจดีย์ทรายการทานธงและทานช่อนี้
ด้วยถือคติว่า ผู้บริจาคทานเมื่อตายไปแล้วจะได้อาศัยชายธง หอบหิ้วให้พ้นจากนรกได้
อานิสงส์การทานตุงหรือช่อนี้มีอยู่ในพระธรรมเทศนาใบลานตามวัดทั่วไป
เจดีย์ทรายนี้จะทำพิธีถวายทานในวันรุ่งขึ้น มีการปล่อยนกปล่อยปลาอีกด้วย
ในวันเดียวกันนี้มีการเล่นน้ำกันอย่างหนัก และเป็นที่สนุกสนานโดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว
ทุกๆ ปี เมื่อถึงเทศกาลตรุษสงกรานต์
ชาวเหนือมีประเพณีอย่างหนึ่งที่ยึดถือปฏิบัติ คือ “สุมาคารวะ”
ลูกหลานจะมาขอขมาลาโทษในความผิดต่างๆ ที่เคยกระทำมาต่อญาติผู้ใหญ่
ถือว่าเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีของผู้น้อย อันมีต่อผู้ใหญ่ เรียกกันว่า “การไปดำหัว”
หรือประเพณีดำหัว การไปดำหัวของคนไทยภาคเหนือ มักจะเริ่มกันใน “วันพญาวัน” (คือวันเถลิงศก)
วันที่ 15 เมษายน วันพญาวัน หรือวันเถลิงศก
ตอนเช้า จัดเตรียมอาหารคาวหวานใส่สำรับไปถวายพระที่วัด
และทำบุญตักบาตรและนำไปให้ผู้เฒ่า ผู้แก่ ครูอาจารย์
หรือบุคคลที่ตนเคารพนับถือ เรียกว่าไปทานขันข้าว (ตานขันข้าว)
การทานขันข้าวนี้ นอกจากจะทานให้พระ
ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคารพนับถือดังกล่าวแล้วก็มีการถวายทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลถึงญาติพี่น้อง
บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว โดยพระที่วัดจะแยกย้ายกันนั่งประจำที่บริเวณวัดเพื่อให้ศีลให้พร แก่ผู้ไปทานขันข้าว
เสร็จจากการทำบุญตักบาตร ก็มีการถวายทานเจดีย์ทราย ปล่อยนกปล่อยปลา
มีการสรงน้ำพระพุทธเจดีย์ มีการค้ำต้นโพธิ์ภายในวัดและหมู่บ้าน
มีการสรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง เช่น
เชียงใหม่ก็จะมีการสรงน้ำพระพุทธรูป เสตังคมณี (พระแก้วขาว)
วัดเชียงมั่น พระเจ้าทองทิพย์ และ พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์ พระเจ้าเก้าตื้อ
วัดสวนดอก เสาอินทขิล หรือเสาหลักเมือง
ส่วนตามจังหวัดต่างๆ ก็จะมีการไปสักการะบูชาพระพุทธรูปสำคัญประจำบ้านเมืองตนเช่นเดียวกัน
เช่น ลำปาง ก็ไปสรงน้ำพระแก้วมรกตที่วัดพระธาตุลำปางหลวง เมืองน่านที่วัดพระธาตุแช่แห้ง
และที่แพร่ก็ไปสรงน้ำ ที่พระธาตุช่อแฮเป็นต้น
ตอนบ่าย ก็จะเริ่มการดำหัว และจะทำเรื่อยไปจนถึงวันรุ่งขึ้น หรือวันปากปี
วันที่สี่ เป็นวันปากปี มีการดำหัวตามวัดต่างๆ ที่ใกล้เคียงและห่างไกล
ซึ่งมีพระในวัดและในหมู่บ้านนั้นนำไป การไปดำหัวตามวัดนี้มักจะแบ่งแยกกันเป็นสายๆ
เพราะบางวัดที่อยู่ห่างไกลก็ไม่ได้ไปกันอย่างทั่วถึงนอกจากวัดที่คนนิยมไปกันอย่างสม่ำเสมอ
เรียกตามภาษาเมืองว่า “ไปเติงกั๋น” หรือไปวัดของเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด หรือพระเถระผู้ใหญ่
เมื่อถึงวันสงกรานต์นี้ เหน่งขออวยพรให้อาจารย์ชีวินและเหล่าพี่น้องไทฟูโด
ทุกๆท่าน พบแต่ความสุข ความพอใจ ปราศจากโรคภัย และ อันตรายทั้งปวง
ขออำนาจของคุณศรีพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
พระพุทธเจ้าห้าองค์ "นะ โม พุท ธา ยะ"
มาประสิทธิเต โดยสวัสดี ทุกท่านเทิด(นะจ๊ะ)
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 20 เหตุใดคนจึงเห็น...
124.157.255.168
ความคิดเห็นที่
24
12.04.2010 / 10:02 pm
สวัสดีครับ วันสงกรานต์ เล่นน้ำกันแล้วยังเอ่ย??
เล่นน้ำวันสงกรานตืระวังสุขภาพกันนิดนะครับ
โดยเฉพาะพี่น้องไทฟูโดที่รักทุกท่าน
เนื่องจากเหน่งทำงานอยู่ร้านเกมส์แห่งหนึ่ง
ได้เจอเด็กเล็กใหญ่มากมาย สนิทๆก็มี เค้าเตือนมา
ด้วยความเป็นห่วงครับ น้ำที่สาดๆกัน ระวังเจอ "ฉี่" นะครับ
ไม่รู้มันเล่นอะไรพิเรนได้ขนาดนี้
ยิ่งหน้าร้อนนี้ เชื้อโรคมากมายครับ ระวังไวรัสที่ติดต่อทางของเหลวได้
เมื่อมันสัมผัสเข้าไปตา ปาก จมูก (หูนี้ติดไหม?)
เช่น ไวรัสตับอักเสบตั้งแต่ A-D ช่วงนี้ระบาดหนัก
ต้องระมัดระวังครับ ด้วยความหวังดี
เข้าเรื่องครับ...
พอดีไปอ่านมา ไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรครับ
ใช้วิจารณญานเอานะครับ
คำถามยอดฮิตที่เหน่งถูกถามบ่อยมากเลยว่า..
"ทำไมคนถึงเจอผี"
จากบทสนทนาธรรมของ พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔
ได้มีการถาม-ตอบ กันดั่งนี้..
ถาม : ทำไมบางคนเขาไม่เคยเจอผีเลย บางคนเขาไม่อยากเจอก็เจอล่ะ ?
ตอบ : ถ้าไม่ใช่จิตหยาบเกินไปก็ห่วยไปเลย
จิตหยาบจะรับเขาไม่ได้เลยเพราะของเขาอยู่ในภพภูมิที่ละเอียดกว่า
หรือบางคนห่วยแตก เขามาเขาก็ไม่ได้อะไร
ส่วนใหญ่เขามาเขามักต้องการส่วนบุญส่วนกุศลจากเรา
เพราะฉะนั้นคนที่เจอผีนี่มี ๒ อย่างคือ อย่างแรกมีกรรมเนื่องกันมา
เขาก็เลยปรากฏเพื่อให้สงเคราะห์เขา อีกอย่างหนึ่งทำบุญใหญ่มา เขาอยากได้บุญเขาก็มาปรากฏให้เห็น
ถาม : ก็เหมือนกับว่ามาให้เห็นรัศมีกาย...ว่าคนนี้จะอุทิศบุญให้เขาได้ใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ก็ลักษณะนั้นใครที่เจอผีไม่ต้องไปทำบุญใหม่หรอก
ให้ตั้งใจว่ากุศลบารมีอะไรที่เราทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้
ขออุทิศให้กับเธอ ขอให้เธอโมทนา
เราจะได้รับประโยชน์ได้รับความสุขเท่าไร
ขอให้เธอได้รับด้วยเท่านั้นพอแล้ว
ถาม : แล้วถ้ามาทำร้ายเราล่ะครับ ?
ตอบ : ที่มาทำร้ายนี่ส่วนใหญ่เขามาเพื่อทดสอบกำลังใจ
ถาม : ถ้าเจอแล้วเราหมดสติทำอย่างไรคะ ?
ตอบ : อันนั้นไม่ต้องทำอย่างไร
หมอเขาจัดการเอง เราหมดสติแล้วก็แล้วกัน
ถ้าหากว่าเป็นผีประเภทที่มาลองกำลังใจ ถ้าเรากลัวมากเขาก็ไป
ถ้าหากว่าเราคิดถึงความดีได้เขาก็ไป เขาต้องการแค่นั้นแหละ
คือต้องการให้เราเกาะความดีได้ แต่ถ้าเห็นเรากลัวมากเดี๋ยวมีอันเป็นไปเขาก็ไม่อยู่แล้ว
ก็ใช้วิจารณญานในการอ่านครับ
ส่วนเหน่งก็คิดว่าเป็นอุปเท่ห์ความรู้ที่ดีครับ
บางคนเกิดมาอยากเห็นแต่ไม่ได้เห็น
ได้คนที่เห็นแล้วเห็นอีก ตูก็ไม่อยากจะเห็นเล๊ย~
ลองมาคิดดูเอาเองสิครับ สมมุติเหตุการณ์ให้ทุกท่านเห็นภาพ
อย่างบันไดแห่งหนึ่ง
ขณะที่คุณกำลังเดินขึ้นห้อง
แล้วบันไดและทางเดินมันก็มืด ตื๊ด~ตื๋อ~
จู่ๆมีร่างเงาดำขนาดผู้ใหญ่
วิ่งสวนลงมาอย่างเร็วจากข้างบนผ่านทะลุตัวท่านไป
...
ก็เพ้อให้ฟังครับ ไม่มีอะไรหรอก ฮ่าฮ่า
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 21 ตัวอย่างทางการ IP MAN 2 ให้เสียงภาษาไทย + ถึงพี่แคท
124.157.255.168
ความคิดเห็นที่
25
15.04.2010 / 6:24 am
ฉายวันแรก 29 เมษายน 2553 (แต่ที่จริงมีรอบพิเศษ วันที่ 28 เมษายน 2553)
นี้คือตัวอย่างทางการที่โพสประกาศให้ชมครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2553 ครับ
http://www.youtube.com/watch?v=p_Q9XNgY3jE
เชิญชมก่อนนะครับ
อ่อ พี่แคทครับ ถ้าเข้ามาอ่าน เรื่องที่ มีการถามถึง ไทฟูโด ในต่างประเทศ
อ่านได้จากที่นี้ครับ...(ถึงมันจะนานมากแล้วก็เตอะ!)
http://www.bullshido.net/forums/sitemap/index.php/t-24399.html
อ่า...แล้วก็ ตอนแรกอ่ะครับพี่แคท ผมนั้น ยังไม่ทันอ่าน ได้แค่เจอเท่านั้นครับ
มีคนตอบครั้งล่าสุดก็เมื่อเร็วๆนี้เอง เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2553
แม้ว่ากระทู้นี้จะตั้งถาม-ตอบกันเมื่อ ปี 2548 แล้วก็ตามที
ที่สำคัญ อ่านแล้ว มีเรื่องตลก ในบทสนทนา ในการถกเถียงอะไรบางอย่าง
เอาเป็นว่าลองอ่านดูแล้วกันครับ อย่างน้อยๆ น่ายินดี
ที่คนในต่างประเทศเค้าเห็นความสำคัญในวิชาศิลปะแขนงนี้
แต่จากบทสนทนา ผมรู้สึกมีบางท่านรู้จักอาจารย์เป็นอย่างดี
รู้แม่กระทั่งอาจารย์เดินทางไปมาเลเซีย (หรือ อาจอ่านจากเว๊บไซต์)
ปล.สิ่งสำคัญ คือ มันมีเรื่องฮาครับ ลองอ่านดูครับผม หึหึ
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 21 ตัวอย่างทางการ IP MAN 2 ให้เสียงภาษาไทย + ถึงพี่แคท
124.157.255.168
ความคิดเห็นที่
26
15.04.2010 / 6:25 am
ขออภัย ลืมยัดรูป อึ๊บๆๆๆๆ!
Attachment Files
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 22 แง่คิด...
124.157.255.168
ความคิดเห็นที่
27
19.04.2010 / 3:00 am
ถ้าคุณเป็นคนเลี้ยงปลาในบ่อ
แล้วเกิดมีปลา1ตัวในบ่อคุณตายแล้วกำลังจะเน่า
คุณจะทำอย่างไรกับมัน
1. ด่าทอว่ามันว่าตายทำไม จะทำให้ปลาตัวอื่นตาย
2. เพิกเฉย ตายไปซะ ปลาตัวอื่นจะได้ใช้เป็นอาหาร
3. จ้องมอง แล้วบ่นพึมพำว่าเราทำผิดอะไรมันถึงตาย
4. รีบตักปลาที่ตายออก แล้วตั้งใจเลี้ยงดูปลาที่มีอยู่อย่าใหห้ตายอีก
5. ละเลยกิจการนี้ซะ ตายตัวเดียวก็ท้อแล้ว ต่อไปจะทำอะไรได้วะเรา เลิกซะดีกว่า
มีบทคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ให้ลองเอาไปพิจารณาดูครับ
ขนฺติ หรือ ขันติ คือ ความอดทน
วิริยะ คือ ความพากเพียร
อุตสาหะ คือ ความมุมานะให้สำเร็จ
โอกาสบางครั้งเหน่งคิดว่ามันเข้ามาหาตัว ควรจะคว้าไว้ก่อน
แม้ว่าทำแล้วมันจะรู้อยู่แก่ใจว่าเราทำไม่สำเร็จก็ขอให้ได้ทำ
ถึงจะมีคนด่าทอให้เราน้อยใจ ให้เวลาตัวเองทำใจซักหน่อย
แล้วหันหน้ากลับมาสู้ใหม่ ไม่ใช่หันหลังหนี หาเหตุผลอ้างนู้นนี้
หาความจริงใจต่อกันมิได้ เอามือมาบีบคอซึ่งกันและกัน
ก็ขาดใจตายด้วยกันทั้งคู่แล กว่าจะขาดใจตายก็ลำบากแล้ว
มันก็คือ สัจธรรม ต่างคนต่างกรรม ต่างวาระ ...(อ่านแล้ว งงเองงั๊บ! @_@ )
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 23 ไม่ได้โพสนานครับ เอามาเพิ่มต่อ
124.157.255.60
ความคิดเห็นที่
28
07.05.2010 / 10:10 pm
คนโง่เอาใจไว้ที่ปาก คนฉลาดเอาปากไว้ที่ใจ
มันมีอธิบายแต่ความหมายของวลีตรงตัวอยู่แล้วครับ ขอเอามาส่วนหนึงพอครับ
พระสุพรหมยานเถร (ครูบาพรหมา พรหมจักโก) วัดพุทธบาทตากผ้า ป่าซาง ลำพูน
1. สาเหตุที่เกิดมาอายุสั้น
๑. : เข่นฆ่าชีวิตสัตว์น้อยใหญ่ไม่เว้น
๒. : เรียกให้ผู้อื่นฆ่าหรือสั่งให้ฆ่า
๓. : ชื่นชมกับฝีมือการล่า/ฆ่าสัตว์ที่ตนไปเห็นมา
๔. : มีความสุขใจเมื่อเห็นคนกำลังล่า/ฆ่าสัตว์
๕. : หวังว่าคนที่เราเกลียดชังจะตายวันตายพรุ่ง
๖. : เห็นศัตรูคู่อริตายไป เกิดความสุขใจ
๗. : ทำลายรังของสัตว์เดรัจฉาน
๘. : เรียกให้ผู้อื่นทำลายหรือสั่งให้ทำลายรังของสัตว์
๙. : จัดงานบุญงานบวชแต่เอาชีวิตสัตว์น้อยใหญ่มาสังเวย
๑๐. : เห็นการทารุณสัตว์เป็นเรื่องสนุก (ชนไก่ ชนวัวฯ)
2. สาเหตุที่เกิดมาอายุยืน
๑. : เว้นขาดจากการเข่นฆ่าทำร้ายชีวิตสัตว์น้อยใหญ่
๒. : ตักเตือนผู้อื่นให้ละเว้นการเข่นฆ่า
๓. : กล่าวชมเชยเมื่อเห็นผู้อื่นละเว้นการเข่นฆ่า
๔. : เกิดความสุขใจเมื่อเห็นผู้อื่นละเว้นการเข่นฆ่า
๕. : หาทางช่วยเหลือสัตว์ที่กำลังถูกฆ่า ถูกทรมาน
๖. : ปลอบขวัญให้กำลังใจแก่คนที่กำลังหวาดกลัว
๗. : คิดหาอุบายช่วยคนขวัญอ่อน
๘. : เห็นคนประสบเหตุเภทภัยก็บังเกิดความสงสาร
๙. : เห็นคนกลุ้มอกกลุ้มใจก็คิดหาวิธีช่วยเหลือ
๑๐. : บริจาคข้าวปลาอาหารแก่ผู้อดอยากหิวโหย
3. สาเหตุที่เกิดมามีโรคมาก
๑. : ชอบทุบตีทรมานสัตว์อย่างโหดร้ายทารุณ
๒. : เรียกใช้ไหว้วานให้ผู้อื่นทำแทน
๓. : กล่าวชมเชยเมื่อเห็นผู้อื่นกระทำทารุณกับสัตว์
๔. : มีความสุขเมื่อเห็นคนกำลังจับสัตว์มาทรมาน
๕. : สร้างความหนักใจให้พ่อแม่เป็นทุกข์
๖. : ใส่ร้ายป้ายสีนักบวชผู้ทรงศีล
๗. : ดีใจเมื่อรู้ว่าศัตรูคู่อริล้มป่วยอาการหนัก
๘. : เห็นศัตรูคู่อริอาการดีขึ้นเกิดความไม่พอใจ
๙. : ใช้ยาปลอม จ่ายยาไม่ตรงโรค ไม่รักษาจรรยาแพทย์
๑๐. : กินตามใจปาก ไม่คำนึงถึงสภาพร่างกาย
4. สาเหตุที่เกิดมาห่างไกลจากโรคภัย
๑. : เว้นขาดจากการทุบตีหรือทรมานสัตว์
๒. : ตักเตือนผู้อื่นไม่ให้จับสัตว์มาทุบตีหรือทรมาน
๓. : กล่าวชมเชยเมื่อผู้อื่นล้มเลิกการทารุณสัตว์
๔. : เกิดความสุขใจเมื่อเห็นสัตว์ปลอดภัยจากถูกทรมาน
๕. : ปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่หรือผู้ป่วยด้วยความเต็มใจ
๖. : ช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์ภัยฯ
๗. : เห็นศัตรูคู่อริหายจากโรคภัยก็เกิดความเจริญใจ
๘. : บริจาคยารักษาโรค
๙. : เกิดความสงสารเมื่อเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ทรมาน
๑๐. : บริโภคอาหารโดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย
5. สาเหตุที่เกิดมาอัปลักษณ์
๑. : อารมณ์หงุดหงิด ขุ่นเคือง ง่าย
๒. : ฝังใจอาฆาตพยาบาทเคียดแค้น
๓. : ฉีกหน้า ไม่ไว้หน้า ทำให้คนอื่นขายขี้หน้า
๔. : ไม่ให้เกียรติผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส (หยามหน้า)
๕. : โกหกหลอกลวงต้มตุ๋น (ปั้นหน้า)
๖. : ใส่ร้ายป้ายสี (ทำผู้อื่นเสียหน้า)
๗. : ขัดขวางกีดกันไม่ให้คนทำดี
๘. : ทำลายสาธารณสมบัติ (หน้าตาของสังคม)
๙. : เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน (ตำแหน่งบังหน้า)
๑๐. : เห็นคนหน้าตาอัปลักษณ์ รังเกียจหัวเราเยาะ
6. สาเหตุที่เกิดมาหน้าตาดี
๑. : อารมณ์เยือกเย็นสุขุม อดทนอดกลั้น
๒. : มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจ
๓. : กล่าวชมเชยเมื่อเห็นคนทำความดี
๔. : ยกคุณงามความดีให้ผู้อื่น
๕. : สุภาพอ่อนโยนต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส
๖. : สมทบทุนหรือจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการตกแต่ง
๗. : ดูแลทำความสะอาดสถานที่ปฏิบัติธรรม
๘. : ตกแต่งประดับประดาสถานที่ปฏิบัติธรรม
๙. : ให้เกียรติคนอัปลักษณ์โดยไม่คิดรังเกียจ
๑๐. : เชื่อว่ารูปร่างหน้าตา คือวาสนามาจากชาติก่อน
7. สาเหตุที่เกิดมาผู้คนรังเกียจ
๑. : มีใจอิจฉาริษยา
๒. : รู้สึกไม่พอใจไม่ว่าใครได้ดี
๓. : เห็นความฉิบหายล่มจมแล้วสะใจ
๔. : เห็นเขามีชื่อเสียงโด่งดังแล้วด่าว่าสาดเสียเทเสีย
๕. : เห็นเขาชื่อเสียงย่อยยับแล้วเกิดความสนุกสุขใจ
๖. : ทำลายสาธารณะสมบัติส่วนรวม
๗. : เป็นคนเนรคุณ หรือทรยศต่อผู้มีพระคุณ
๘. : ทำลายความสามัคคีให้แตกแยก
๙. : ขัดแย้งไม่ให้ผู้อื่นลงรอยกัน
๑๐. : ทำตัวเป็นอุปสรรค เป็นคนเจ้าปัญหา (ก่อกวน)
8. สาเหตุที่เกิดมาผู้คนนิยมชมชอบ
๑. : ไม่มีใจอิจฉาริษยา
๒. : รู้สึกเบิกบานใจไม่ว่าใครได้ดี
๓. : เห็นความฉิบหายล่มจมก็แสงความเสียใจ
๔. : เห็นเขามีชื่อเสียงโด่งดังก็พลอยยินดีไปด้วย
๕. : เห็นเขาชื่อเสียงย่อยยับก็คิดหาทางช่วยเหลือ
๖. : บริจาคสิ่งปลูกสร้างเป็นสาธารณะสมบัติมากมาย
๗. : ประกาศคุณงามของผู้มีพระคุณให้ฟุ้งขจร
๘. : ส่งเสริมความสามัคคีให้เกิดขึ้น
๙. : สมานความขัดแย้งที่แตกร้าวให้ลงรอยกัน
๑๐. : คลี่คลายปัญหา เป็นที่ปรึกษาไขข้อข้องใจ
9. สาเหตุที่เกิดมาต่ำต้อย
๑. : ทำตัวเย่อหยิ่งยโส จองหองลำพองตน
๒. : ไม่เคารพบิดามารดา ซ้ำดูถูกเหยียดหยาม
๓. : ไม่เคารพผู้มีพระคุณ ฯ
๔. : ไม่เคารพนักบวช ผู้ทรงศีล ฯ
๕. : ไม่เคารพต่อครูบาอาจารย์ ฯ
๖. : ไม่ให้เกียรติผู้ประพฤติพรหมจรรย์
๗. : ไม่เต็มใจรับใช้ผู้อาวุโสกว่า
๘. : ไม่มีสัมมาคารวะ ความอ่อนน้อมถ่อมตน
๙. : ปฏิเสธความหวังดีที่พ่อแม่พร่ำเตือนอบรมสั่งสอน
๑๐. : กดขี่ข่มเหงลูกจ้างบริวาร
10. สาเหตุที่เกิดมาสูงศักดิ์
๑. : ไม่เป็นคนเย่อหยิ่งยโส จองหองลำพองตน
๒. : เคารพบิดามารดา
๓. : เคารพผู้มีพระคุณ
๔. : เคารพผู้ออกบวช ผู้ทรงศีล นักบุญ
๕. : ให้เกียรติผู้บำเพ็ญพรหมจรรย์
๖. : เคารพครูบาอาจารย์
๗. : เต็มใจรับใช้ผู้สูงอายุ
๘. : มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน
๙. : รับฟังคำว่ากล่าวตักเตือน
๑๐. : มีความกรุณาต่อลูกจ้างบริวาร
11. สาเหตุที่เกิดมายากจนขัดสน
๑. : ตระหนี่ถี่เหนียว
๒. : ปล้นชิงวิ่งราว ลักเล็กขโมยน้อย
๓. : เสี้ยมสอนให้ผู้อื่นเป็นขโมย หรือชี้ช่องทาง
๔. : กล่าวชมเชยเทคนิคในการลักขโมย
๕. : รู้เห็นเป็นใจกับแก๊งมิจฉาชีพ ๑๘ มงกุฏ
๖. : รีดไถพ่อแม่จนอัตคัดฝืดเคือง
๗. : เบียดเบียนจตุปัจจัยของนักบวช ผู้ทรงศีล
๘. : เห็นเขามั่งคั่งร่ำรวยเกิดจิตคิดละโมบ
๙. : ขัดขวางผลประโยชน์ที่ผู้อื่นจะได้รับ
๑๐. : โขกสับคนจนอย่างไม่ปราณี
12. สาเหตุที่เกิดมามั่งคั่งร่ำรวย
๑. : ใจบุญสุนทาน ชอบเผื่อแผ่แบ่งปัน
๒. : บริจาคทรัพย์สินเงินทองเป็นจำนวนมาก
๓. : ฝึกฝนผู้อื่นให้รู้จักการให้ การอุทิศเสียสละ
๔. : เห็นผู้อื่นทำบุญบริจาคก็บังเกิดจิตอนุโมทนา
๕. : กล่าวชมเชยผู้อุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์
๖. : ช่วยเหลือผู้ประสบภัย
๗. : พบเห็นคนอดอยากยากจนเกิดความสงสาร
๘. : ปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ไม่ขาดตกบกพร่อง
๙. : ถวายจตุปัจจัยแก่นักบวช ผู้ทรงศีล
๑๐. : เห็นเขาได้รับผลตอบแทนก็พลอยปลาบปลี้มยินดี
13. สาเหตุที่เกิดมาโง่เขลาเบาปัญญา
๑. : คบคนพาลเป็นมิตร (โง่เขลา, ชั่วร้าย)
๒. : เอาความรู้ความฉลาดไปใช้ในทางผิด
๓. : ไม่ได้ใช้ความรู้ความฉลาดแยกแยะผิดชอบชั่วดี
๔. : เห็นเขามีความรู้การศึกษาเกิดความไม่สบายใจ
๕. : หวงแหนวิชาความรู้ อมภูมิไม่เปิดเผย
๖. : ปิดกั้นโอกาสในการเรียนรู้ (เผาโรงเรียน)
๗. : ยกย่องชมเชยคนทำความผิด
๘. : รังเกียจเหยียดหยามคนโง่เขลาเบาปัญญา
๙. : ความคิดมิจฉา ขัดแข้งกับเหตุผล เชื่อเรื่องงมงาย
๑๐. : ลบหลู่พระธรรมคำสอน ฯ
14. สาเหตุที่เกิดมาฉลาดปราดเปรื่อง
๑. : คบหาสมาคมกับบัณฑิต (ผู้มีปัญญา, นักปราชญ์)
๒. : แบ่งปันความรู้ให้คำปรึกษาเป็นวิทยาทาน
๓. : ส่งเสริมผู้คนให้เห็นความสำคัญของวิชาความรู้
๔. : ถ่ายทอดวิชาความรู้ด้วยความเต็มใจ
๕. : เปิดโลกการศึกษาให้ชนทุกชั้น
๖. : ยกย่องชมเชยความคิดสร้างสรรค์
๗. : รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี
๘. : ไม่รังเกียจเหยียดหยามคนโง่เขลาเบาปัญญา
๙. : ความคิดเที่ยงตรง รับฟังเหตุผล ไม่หลงงมงาย
๑๐. : จรรโลงพระธรรมคำสอนฯ
15. สาเหตุที่ไปเกิดเป็นสัตว์นรก
๑. : พอใจในการทำลายชีวิตคนหรือสัตว์ให้ตกล่วง
๒. : พอใจในการลักขโมย ทุจริต ฉ้อโกง ยักยอก
๓. : พอใจในการประพฤติผิดหญิงชาย (ทั้งที่เต็มใจหรือข่มขืน)
๔. : พอใจในการพูดโกหกหลอกลวงปลิ้นปล้อน
๕. : พอใจในการพูดจาเหลวไหลไร้สาระ
๖. : พอใจในการวิจารณ์นินทา ส่อเสียด ให้ร้ายป้ายสี
๗. : พอใจในการพูดจาหยาบคาย ด่าประณาม สาปแช่ง
๘. : พอใจในความอยากได้เป็นเจ้าของ (โดยไม่ชอบธรรม)
๙. : พอใจในการปองร้ายหรือวางแผนลอบทำร้ายผู้อื่น
๑๐. : พอใจในความคิดตามแบบฉบับของตน (ไม่สนถูกผิด)
16. สาเหตุที่ไปเกิดเป็นเปรต
๑. : ตระหนี่ถี่เหนียว เห็นแก่ตัว:โลภในทรัพย์สินเงินทอง
๒. : ไม่ยินดีในการบริจาคให้ทาน: เพราะคิดว่าไม่มีผลกำไร
๓. : ทุจริต หลอกลวง ฉ้อราษฎร์บังหลวง
๔. : หาประโยชน์ในทางมิชอบ: ใช้อำนาจบังคับกดขี่ข่มเหง
๕. : ตัดสินบน ใช้ตำแหน่งบังหน้าหากิน
๖. : รีดไถ เก็บส่วน รีดนาทาเร้น ข่มขู่
๗. : ฉกชิงวิ่งราว เลี้ยงปากท้องด้วยมิจฉาอาชีพ
๘. : ปล่อยเงินกู้เรียกเก็บดอกเบี้ยอย่างขูดเลือดขูดเนื้อ
๙. : ทุบตีพ่อแม่ ใช้วาจาหยาบคาย เป็นคนเนรคุณ
๑๐. : ทำลายเครื่องให้ทานที่มีผู้นำไปถวายพระสงฆ์องค์เจ้าฯ
17. สาเหตุที่ไปเกิดเป็นอสุรกาย
๑. : มีใจอิจฉาริษยาเมื่อเห็นคนอื่นได้ดีกว่า
๒. : หยิ่งยโส อวดดี ทะนงตน ใจมีอคติ
๓. : ดื้อรั้นเอาแต่ใจตนเอง
๔. : มารยาทต่ำทราม หยาบคาย
๕. : แก้ตัว มีแต่ข้ออ้าง ไม่รับผิดชอบ โยนความผิดให้ผู้อื่น
๖. : บันดาลโทสะ โกรธง่าย ร้าน อารมณ์รุนแรง
๗. : ชอบกลั่นแกล้ง ทดสอบ ลองภูมิ เย้ยหยัน
๘. : มีจิตอาฆาตพยาบาลเคียดแค้น ไม่รู้จักให้อภัย รอทวงคืน
๙. : ใจคออำมหิตดุร้าย นิยมการทำลายใช้กำลัง เป็นอันธพาล
๑๐. : มีนิสัยชอบความฉิบหาย ชอบทำสงคราม ยกพวกตีกัน
18. สาเหตุที่ไปเกิดเป็นมนุษย์
๑. : เว้นขาดจากการเบียดเบียนทำลายชีวิตคนสัตว์
๒. : เว้นขาดจากการขโมยของผู้อื่นเป็นของตน
๓. : เว้นขาดจากการประพฤติผิดหญิงชาย
๔. : เว้นขาดจากการใช้วาจาคำพูดไปสร้างความเสียหาย
๕. : เว้นขาดจากการเสพสุรายาเสพติด
๖. : มีใจเมตตาโอบอ้อมอารี เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
๗. : ทำมาหากินในทางสุจริต ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่เห็นแก่ตัว
๘. : รู้จักผิดชอบชั่วดี บาปบุญคุณโทษ
๙. : มีมารยาท วาจาสุภาพไม่หยาบคาย มีสัมมาคารวะ
๑๐. : ใช้ความคิดสติปัญญาในทางที่ชอบ
19. สาเหตุที่ไปเกิดเป็นเทพเทวา
๑. : มีใจเกรงกลัวและละอายต่อบาป
๒. : นิยมการทำบุญ บริจาคให้ทานอยู่เสมอ
๓. : มีจิตเมตตาสงสาร ชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก
๔. : ประพฤติตนอยู่ในศีล
๕. : ใจเย็น สุขุม รู้จักควบคุมอารมณ์ รู้จักให้อภัย
๖. : มีวินัย เจ้าระเบียบ รักความสะอาดเรียบร้อย
๗. : พูดจาอ่อนหวาน ไพเราะเสนาะหู
๘. : มีความจริงใจ อัธยาศัยที่ดี เป็นมิตรกับทุกคน
๙. : รักษาสัจจะ ไม่ผิดคำพูด รักความยุติธรรม
๑๐. : เป็นผู้เจริญธรรม ชอบศึกษาใฝ่หาธรรม ยึดมั่นในความดี
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 23 แง่คิด...(ต่อ)
124.157.255.60
ความคิดเห็นที่
29
07.05.2010 / 10:12 pm
ลืมเครดิตครับ
คัดลอกจากหนังสือ "รู้ชีวิต กำหนดชีวิต" ขอบคุณครับ
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 24 IP MAN ภาค2
124.157.255.99
ความคิดเห็นที่
30
08.05.2010 / 7:00 pm
เมื่อตอนเรื่องที่ 21 ที่ผมได้มาโพสไปนั้น กำหนดฉายคือวันที่ 29 เมษายนใช่ไหมครับ?
พอถึงวันที่เค้าจะฉาย ผมก็งงครับ ว่าเกิดอะไรขึ้นหว่านึกว่าอดดูแล้ว
เค้า(เป็นโรค)เลื่อนครับ สาเหตุไม่ทราบแต่กำหนดฉายทุกโรงภาพยนต์ คือ
วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ครับ อันนี้ทาง สหมงคลฟิลม์ ยืนยันมาแล้วครับ
แต่มันจะ 100% ไหม? อันนี้ก็ตามสมควรของทางบริษัทเค้าอีกที
แต่คิดว่า น่าจะ 80% คงไม่พลาดชมในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ แน่นอนครับ
แจ้งลบข้อความนี้
เอารูปสวยๆก่อนวันพรุ่งนี้จะเข้าฉาย....
124.157.255.167
ความคิดเห็นที่
31
12.05.2010 / 7:28 am
เข้าฉายพรุ่งนี้แล้วครับ
ได้ยินว่าทำรายได้สูงกว่าภาคแรก 2 เท่า
ปล.มันไปเอาข่าวมาจากไหน ทั้งๆที่หนังยังไม่เริ่มฉาย -.-
Attachment Files
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 25 เอารูปสวยๆก่อนวันพรุ่งนี้จะเข้าฉาย....
124.157.255.167
ความคิดเห็นที่
32
12.05.2010 / 7:29 am
แต่ดูจาก Location ของหนังทั้งเรื่องเท่าที่เจอมา
เรื่องทำรายได้มากกว่าภาคแรก 2 เท่า
ก็ไม่ได้ถือว่าโม้เกินความเป็นจริง ก็ขอให้ได้มากกว่า 2 เท่าครับผม!
Attachment Files
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 26 อย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
124.157.255.216
ความคิดเห็นที่
33
14.05.2010 / 10:31 am
http://www.youtube.com/watch?v=hAXm0dIuyug
ดูแรกๆอาจจะงงว่าคืออะไร แต่มันก็บอกความหมายที่สื่อได้ดี
ปล.เป็นวิทยาศาสตร์ไปอีกแนวครับ
(รูปที่ลงไม่เกี่ยวกับเนื้อหาครับ)
Attachment Files
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 27 แมว
124.157.255.30
ความคิดเห็นที่
34
22.05.2010 / 9:18 pm
http://www.youtube.com/watch?v=zaP7STV1aFs
วันนี้มีีอะไรแปลกๆ...
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 28 หมาขี้เรื้อน
124.157.255.181
ความคิดเห็นที่
35
28.05.2010 / 1:25 pm
เฮ้อ ~ ไม่ค่อยได้เจอบทความอะไรดีๆเท่าไรเลยครับ ช่วงนี้
จะเอาวันวิสาขบูชา มาเล่า...ไปหาเอาใน Google เองดีกว่าไหม ?
ก็เลยเอาบทความเก่าๆที่เหน่งเคยเก็บเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน
เอามาให้อ่านกันดีกว่าครับ
ปล.ขออนุญาตเอาไปใส่สี ใน Word ก่อน
บรรทัดอาจจะชิดกันจนอ่านยากเกินไปหรือเปล่าไม่รู้
ก็ขอโทษไว้ล่วงหน้าก่อนนะครับ
ขอนำเสนอเรื่อง....หมาขี้เรือน โดยใครแล้วไม่ทราบครับ
เก็บไว้นานหลายปีแล้ว ขอโทษด้วยนะครับ
( ไปหาชื่อใน Google หาที่มาของคนแต่งไม่ได้ เพราะมาจากหลายที่)
ติดตามได้(กระทู้หน้า) ครับ...
ปล.ใครชาวพุทธเข้ามาอ่านวันนี้อย่าลืมไปเวียนเทียนด้วยละครับ
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 28 หมาขี้เรื้อน
124.157.255.181
ความคิดเห็นที่
36
28.05.2010 / 1:26 pm
ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง
เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน
เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว
ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่ง
ที่วัดป่าแถวภาคอีสาน
พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากผมผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย
เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน
แต่ ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูป
พลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน
ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอา
ก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด
และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ
วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า
ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่
หาว่าล้าสมัย ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่
ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า
ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็น เหน็บชา
ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง
ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป
ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอก
ต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้
โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้
ถือดี ว่าตัวเองผมง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น
ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด
มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู
นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่
ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน
นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า
ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา
ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง
วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ
ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง
เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัด
ที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย
รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง
เพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว
ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก
อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น
พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส
มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้
สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น
และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตน เอง
ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า
เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ
หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย
ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อย
ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน
อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง
ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ
เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรื้อนตัวนั้นหรือ ไม่
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน
คันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่น ไป มาทั้งวัน
เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้
อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน
แต่พวกเธอรู้ ไหม
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหน
มันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ
หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง
นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน
สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี
คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน
แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที
เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน
เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า
เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่
แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า
ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตร
สวดมนต์เย็นแล้ว
ขณะที่พระ ทุก รูป นั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น
ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย
นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู
ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย
จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขา
เพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก
'อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะ หายคัน
กับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา'
โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย
แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่า
คำว่า หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ
ถ้าเรายังเป็น โรค อยู่ในใจ ไม่ พอใจอะไรซักอย่าง เงินเดือนน้อย
หน้าที่การงานไม่พัฒนา ตำแหน่งไม่ไปไหน ไม่ว่าเราย้ายงาน ไปที่ไหน
เราก็ไม่พอใจ สถานที่เหล่านั้นไม่ดี คนไม่ได้เรื่อง
ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้ดูตัวเองเลยว่า
เราพัฒนาการทำงานของเรามั้ย ขวนขวายหาความรู้หรือเปล่า
ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับหมาขี้เรื้อนตัวนั้นเลย
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 29 การปฏิบัติ
124.157.206.81
ความคิดเห็นที่
37
02.06.2010 / 3:29 am
การที่จะให้อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม(อันเป็นต้นเหตุ) ดับไป
จะต้องหัดละความชั่วทาง กาย วาจา เบื้องต้น ด้วยการรักษาศีลตามภูมิของตน ๆ
เช่น ฆราวาสต้องรักษาศีล ๕ และอุโบสถศีลตามกาล (ศีล ๘)
สามเณรต้องรักษาศีล ๑๐
เป็นพระภิกษุต้องรักษาศีลพระปาฏิโมกข์สังวรให้ครบ ๒๒๗ ข้อ
และอาชีวาปริสุทธิศีล อินทรียสังวรศีล
ปัจจัยสันนิสิตศีล ตามพุทธบัญญัติเสียก่อน
ถ้ารักษาศีลยังไม่บริสุทธิ์ จิตก็ไม่สมควรจะได้รับการอบรม
ถึงแม้จะอบรม ก็ไม่เป็นไปเพื่อความเจริญ
เพราะรากฐานของจิตยังไม่มั่นคงเพียงพอ ในอันที่จะดำเนินในองค์มรรคได้
และได้ชื่อว่ายังไม่หยั่งลงสู่องค์พระรัตนตรัย
พุทธมามกะที่แท้ จะต้องเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย และศีลเป็นเบื้องต้นเสียก่อน
ฉะนั้น ศีลจึงเป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ต่อไปจึงฝึกหัดจิตในแนวเจริญฌาน สมาธิ (ที่เรียกว่า สมถะ)
เมื่อจิตตั้งมั่นชำนาญดีแล้ว จึงเจริญวิปัสสนา โดยอาศัยพระไตรลักษณ์ญาณ
เป็นหลัก จนให้เห็นแจ้งชัดด้วยญาณทัสนะอันบริสุทธิ์
จึงจะถึงวิมุตติหลุดพ้นจากสรรพกิเลสบาปธรรมได้
ที่มา : เทสโกวาท 100 ปี ของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
Attachment Files
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 30 แถวบ้านอาจารย์...
124.157.206.81
ความคิดเห็นที่
38
02.06.2010 / 3:32 am
มีน้ำตก !
ที่มาของภาพจากเว๊บกิมหยง อยู่ใกล้ๆบ้านอาจารย์นี้แหละครับ
ปล.ขออภัยอาจจะไร้สาระ
Attachment Files
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 31 แง่คิด...(อีกแล้ว)
124.157.206.81
ความคิดเห็นที่
39
04.06.2010 / 9:18 pm
เหมือนไม่มีใครรับมุขเรื่องน้ำตกแฮะ กระซิกๆ
พิมพ์เอง เรียบเรียงใหม่ให้ง่ายต่อการอ่าน
เหน่งขอแบ่งเป็นบทแล้วกันนะครับ ขี้เกียจพิมพ์นาน....
บทที่ 1
อัตตนา โจทยัตตานัง...จงกล่าวโทษความผิดของตัวเองไว้เสมอ อย่าได้ไปยุ่งกับคนอื่น
การยิ่งไปเพ่งโทษต่อบุคคลอื่น เป็นการแสดงอารมณ์ถึงความอิจฉาริษยาต่อบุคคลอื่น
กิเลสมันไหลออกมาทั้งกาย วาจา ใจ มันเลวเกิดกว่าจะเป็นมนุษย์ แม้ เป็นสัตว์ เดรัจฉาน...ก็ยังเป็นมิได้
ใครพูดเรื่องเลวอะไรมาก็เกิดสะดุ้งเพราะรู้ตนเองว่าเรานั้นก็ทำความเลว !
พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสไว้ดังนี้ว่า...
“ อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนเอง กล่าวโทษตนเองเป็นเรื่องปกติ ”
คือ หาความชั่วในตนเอง ไม่ต้องไปหาในบุคคลอื่น
ถ้าตนเป็นพวกเลวมาก ก็จะเพ่งแต่ความเลวของบุคคลอื่นมาก
ถ้าเราทำกรรมดี ความเลวของคนอื่น มักไม่อยู่ในสายตาของคนที่ปฏิบัติชอบแล้ว
รู้ตนเอง หาความเลวในตนเองอยู่บนความไม่ประมาท
จบ บทที่ 1 ต่อคราวหน้า...(เล่นเกมส์ก่อน อิอิ)
Attachment Files
แจ้งลบข้อความนี้
เรื่องที่ 32 และ เรื่องที่ 33...
124.157.206.81
ความคิดเห็นที่
40
07.06.2010 / 6:32 am
กระทู้ชักยาว...
อย่าคิดว่าผมว่างไม่มีอะไรทำนะ อิอิ ก็ไปเจอบทความมา อ่านแค่คร่าวๆ เลยนำมาแปะไว้ก่อน
จากนั้น ค่อยกลับมาอ่านทีหลัง ขอจัดไปติดๆ สองเรื่อง ส่วนในเรื่องข้อที่ 31 ค่อยย้อนกลับมาทำนะครับ
พิมพ์ยังไม่เสร็จ (คือ ยังไม่ได้ทำ 555+)
เรื่องที่ 32 “ผู้มีพระคุณ ” โดย สมเด็จพระญาณสังวรฯ
ทุกๆ คนย่อมรู้อยู่แก่ใจตนเองว่าใครเป็นผู้มีพระคุณแก่ตนบ้างและ
วิสัยของคนดีย่อมรู้คุณผู้มีพระคุณแก่ตนและย่อมตอบแทนด้วยคุณ คือเกื้อกูลตอบตามโอกาสที่ควรทำ
แต่เพราะคนมี โลภ โกรธ หลงที่เกิดขึ้นลำพังตนเองบ้าง
ถูกชักจูงบ้าง จึงได้กลายเป็นผู้ลบหลู่คุณของผู้มีคุณ เพียงไม่รับรู้ ไม่นับถือ หรือ
อย่างแรงก็ทำลายผู้มีคุณแก่ตน เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายขึ้นทุกฝ่าย
อะไรจะช่วยได้ นอกจากธรรมของพระพุทธเจ้า
ถ้าหมู่ชนปราศจากธรรม ก็จะมีแต่คนที่เห็นแก่ตนหรือมุ่งที่จะเอาเปรียบกัน
เบียดเบียนกัน หรือว่าฝ่ายหนึ่งให้ความอุปการะ อีกฝ่ายหนึ่งไม่รู้คุณ หรือ
ฝ่ายที่ควรให้อุปการะ แต่ไม่ให้เพราะความมีใจคับแคบ เป็นต้น
พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเตือนเพื่อให้เกิดความสำนึกว่า
คนสองจำพวกออกจะหาได้ยาก คือ คนที่ทำอุปการะก่อน กับ คนที่ รู้จักคุณและตอบแทนคุณ
ดังที่เรียกว่า คนมีความกตัญญูกตเวที จะหาได้ยากอย่างไร
ทุกๆ คนเมื่อตรวจดูที่ตนเองก็ย่อมจะรู้ว่า
บัดนี้ตนเองควรจะอุปการะใคร และได้ทำตามสมควรแล้วหรือยัง คือ
ได้สร้างความหลังที่เป็นคุณให้แก่ใคร แม้ในปัจจุบันได้ก่อสร้างคุณให้แก่ใคร หรือว่าก่อสร้างแต่โทษเป็นส่วนมาก
อีกอย่างหนึ่ง ได้รับรู้และตอบแทนด้วยคุณแก่ผู้มีคุณมาแล้วเพียงไร หรือว่ากำลังครุ่นคิดและ
ทำในทางก่อโทษทุกข์หรือทำลายเหมือนกังคำว่า “กลาง คืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ ” คือ
กลางคืนครุ่นคิดวางแผน กลางวันวางเพลิง
ตรวจดูใจตนเองแล้วย่อมจะรู้ได้ และย่อมจะเกิดสติสำนึกได้ว่าสมควรอย่างไร
สตินี้เองจะนำธรรมมา คือความเมตตาสงสาร
ที่จะเป็นเหตุให้เว้นการทำที่เป็นการทำลาย และความกตัญญูกตเวที
ธรรมของพระพุทธเจ้าดังกล่าวนี้เท่านั้น ที่จะช่วยกู้ใจคนได้จากควันและไฟที่ร้ายแรง
ซึ่งรมใจให้ร้อนอยู่ในเวลากลางคืน และเผาให้ไหม้ในเวลากลางวัน
เมื่อกู้ใจให้พ้นขึ้นมาได้ด้วยธรรมแล้วจึงพบความเย็น
ความหลังที่เกื้อกูลกัน อันเป็นที่ตั้งอาศัยที่แท้จริงของชีวิตปัจจุบันก็จะปรากฏขึ้น และ
ผู้มีพระคุณจะปรากฏเด่นชัด คงกระพันชาตรีอยู่ด้วยธรรมมานุภาพของพระพุทธเจ้าผู้เลิศล้ำ
: สิริมงคลของชีวิต
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
จบไปหนึ่งเรื่อง ต่อไปเรื่องนี้เป็นความรู้เล็กๆน้อยๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบสวดมนต์นะครับ...
เป็นคาถาที่สมเด็จโตท่านเคยบอกไว้ว่า ไม่ควรนำมาสวดในบ้าน...เอ๊ะ? ทำไมสวดในบ้านไม่ได้
เพราะอะไร? ทำไม? มันคือคาถาอะไร? ลองอ่านดูครับ...
เรื่องที่ 33 คาถา ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โตห้ามหลวงปู่บุญสวดในบ้าน
“วันหนึ่งได้ไปกราบหลวงปู่เพิ่มที่วัดกลางบางแก้ว โดยมีศิษยานุศิษย์ญาติโยมติดตามไปด้วยหลายคน
หลวงปู่เพิ่มท่านชรามากแล้ว ลักษณะท่าทางแบบเดียวกับหลวงปู่ขาว อนาลโย
ที่ญาติโยมพูดตรงกันว่าท่านน่ารักเหมือนกัน วันนั้นหลวงปู่เพิ่มท่านเล่าให้ฟัง ว่า ...
หลวงปู่บุญอาจารย์ของท่านที่มรณภาพไปนานปีแล้ว เคยเล่าให้ท่านฟัง
ว่าท่านเป็นเพื่อนกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตาราม เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)
ท่านทรงสั่งหลวงปู่บุญ ว่าอย่าสวด "พระมหาสมัยสูตร" ในบ้าน ให้สวดได้แต่ในวัดหรือในวังเท่านั้น
เพราะการสวด "พระมหาสมัยสูตร" ที่ใด ที่นั้นพรหมเทพจะไปร่วมฟังมาก
เพราะดังมีแสดงไว้ในพระสูตรนั้นว่าเป็นที่รักที่พึงใจ นำมาซึ่งปีติปราโมทย์แห่งจิตของเทพดา
หลวงปู่เพิ่มท่านพูดเรื่องนี้ในวันนั้นหลายครั้ง จำได้ว่าไม่ต่ำกว่า 3-4 ครั้งทีเดียว
เมื่อกลับจากหลวงปู่เพิ่มแล้ว ญาติโยมผู้หนึ่งจึงเล่า ว่าเป็นผู้สวด "พระมหาสมัยสูตร" ในบ้านทุกวัน
เมื่อหลวงปู่เพิ่มท่านเล่าถึงคำสั่งของเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)
ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตนกำลังสวดอยู่ที่บ้านตามที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านทรงห้าม
หลวงปู่เพิ่มท่านเล่าครั้งแรก ก็รับรู้ธรรมดาว่า "พระมหาสมัยสูตร" นั้น ท่านห้ามสวดในบ้าน
ไม่ได้นึกเลยว่าตนเองก็สวด "พระมหาสมัยสูตร" อยู่ในบ้านทุกวัน ได้ยินหลวงปู่ท่านพูดซ้ำ 4-5 ครั้ง จึงได้สติ
นึกได้ว่าตนเองก็สวดอยู่ในบ้าน พอมีสติรู้ตัว หลวงปู่ท่านก็มิได้พูดซ้ำอีก จึงได้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ว่านี่คือผลของอำนาจจิตที่เกิดจากการปฏิบัติพระพุทธศาสนา
ที่เกิดแล้วแก่หลวงปู่เพิ่มท่าน ท่านไม่เคยได้รับคำบอกเล่าจากญาติโยมผู้สวด "พระมหาสมัยสูตร" ในบ้าน
แต่ท่านก็พูดเหมือนรู้ เพียงแต่ไม่ได้แสดงว่าท่านรู้เท่านั้น ท่านพูดไปตามธรรมดาๆ
เล่าคำสั่งของเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ไปตามธรรมดาเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าการสวด
"พระมหาสมัยสูตร" พรหมเทพพึงใจ ปีติปราโมทย์เพราะเป็นพระสูตรที่รักของพรหมเทพ
การสวดในบ้านเรือน สถานที่ย่อมคับแคบเกินไปสำหรับพรหมเทพที่จะไปรวมกันฟังพระสูตรที่รักที่พึง ใจ ”
วัดบวรนิเวศวิหาร กทม.
2 มิถุนายน พ.ศ. 2547
บางตอนของ แสงส่องใจ ที่ระลึกวิสาขบูชา 2547 พระธรรมเทศนา
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ที่กล่าวถึงหลวงปู่เพิ่มวัดกลางบางแก้ว
เช้าแล้วหรือเนี้ย!! (-.-) Zzzzz....
แจ้งลบข้อความนี้
แสดงความคิดเห็น