โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤษภาคม 2550 15:05 น.
ไม้ตะพดกับ ศิลปะป้องกันตัว
อาจารย์ชีวิน อัจฉริยฉาย แห่งโรงเรียนศิลปศาสตร์การป้องกันตัวไทยหัตถยุทธ
หรือไทฟูโด อคาเดมี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปป้องกันตัวหลายแขนง
ซึ่งเปิดสอนศิลปะการป้องกันตัวด้วยไม้ตะพดอยู่ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระบุว่า
ในความเป็นจริงแล้วไม้ตะพดก็คือดาบ ดีๆ นี่เอง
“ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่สังคมเรามีความเจริญขึ้นในด้านสังคม
มีการเปลี่ยนจากมณฑลเป็นจังหวัด
ก็ได้มีกฎข้อบังคับห้ามพกดาบที่ก่อนหน้านี้เป็นอาวุธคู่มือชายไทยทุกคน
โดยอนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ที่มีความจำเป็นต้องถือเท่านั้น
ดังนั้นผู้มีวิชาดาบที่ไม่ใช่ เจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็จำต้องเลิกถือดาบไปไหนมาไหน
จึงหันมาถือไม้ตะพดกันแทน โดยเมื่อถือเข้าพระนครก็บอกว่าเป็น ไม้เท้า
แต่เมื่อมีเรื่องมีราวทะเลาะวิวาทแล้ว ไม้ตะพดก็กลาย
เป็นอาวุธถนัดมือไม่แพ้ดาบเหมือนกัน” อ.ชีวินกล่าว
.jpg)
อาจารย์แห่งไทฟูโดยังกล่าวต่อไปอีกว่า
ไม้ตะพดเองก็มีรูปแบบท่าโจมตีเหมือนเพลงดาบหรือเพลงมวยเช่นกันอาทิ
‘ท่าห้ามทัพ’ อันเป็นท่าพื้นฐานเพื่อใช้ในการหยุดคนที่กำลังวิ่งมาทำร้าย
ด้วยการตวาดและชี้ปลายไม้ตะพด ไปยังด้านหน้าของคู่ต่อสู้
.jpg)
.jpg)
ท่าห้ามทัพ ท่าม้าดีดกระโหลก
‘ท่าม้าดีดกะโหลก’ ที่เป็นอีกท่าหนึ่งในการหยุดคู่ต่อสู้ได้ชะงักนัก
ด้วยการตวัดไม้ขึ้นมากระแทกที่หว่างขาของคู่ต่อสู้ที่กำลังวิ่งปรี่เข้ามาหมายจะทำร้าย
.jpg)
.jpg)
ท่าเชยคาง ท่าปล่อยตก
ส่วน ‘ท่าเชยคาง’ นั้น เป็นท่าจู่โจมแบบพร้อมตี
คือคว่ำไม้เอาส่วนหัวที่มีน้ำหนักมากกว่าและแข็งกว่าลงจดพื้น
และตวัดย้อนส่วนหัวไม้เข้าที่ปลายคางของคู่ต่อสู้
ซึ่งท่านี้จะจบด้วย ‘ท่าปล่อยตก’
คือเมื่อตวัดเชยคางให้หัวไม้ตะพด ลอยอยู่เหนือคู่ต่อสู้แล้ว
ออกแรงกดหัวไม้ให้ทิ้งตัวลงมาตามแรงโน้มถ่วง
เมื่อแรงตกบวกกับแรงกดของข้อมือและน้ำหนักถ่วงของหัวไม้ตะพด
ท่านี้จึงอาจจะเรียกเลือดจากหัวคู่ต่อสู้เลยก็เป็นได้
ไม้ตะพด สัญลักษณ์ที่เป็นมากกว่าไม้เท้า
หากว่าปืนและบ่วงบาศเป็นสัญลักษณ์ของหนุ่มคาวบอยอเมริกันแล้ว
สัญลักษณ์ของชายไทยใน อดีตก็ไม่แคล้วเจ้าไม้ที่ถูกเรียกขานกันว่า “ตะพด”
ซึ่งคนไทยเรารู้จักและใช้งานมันมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว
แต่ช่วงที่นิยมเล่นจริงๆ นั้นอยู่ในสมัยของรัชกาลที่ 5
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นยุคที่ไม้ประจำตัวลูกผู้ชายไทย
อย่างไม้ตะพด ได้กลายเป็นการเล่น เพื่อ ‘แฟชั่น’ กันอย่างแพร่หลาย
สำหรับรูปร่างหน้าตาของไม้ตะพดนั้น หลายคนเข้าใจและสับสนระหว่าง
‘ไม้เท้า’ กับ ‘ไม้ตะพด’ ด้วยความที่หน้าตาและความยาวคล้ายคลึงกัน
แต่ในความเป็นจริงแล้วจุดประสงค์ของไม้เท้านั้นทางการแพทย์
ถือเป็นอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ชนิดหนึ่งเพื่อช่วยในการเดินของผู้ป่วย
ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจน เดินไม่สะดวก
ซึ่งปกติจะมีขาเดียวสำหรับช่วยการทรงตัว ถ้าเป็น 3 - 4 ขา
มีไว้สำหรับคนที่การทรงตัวยังมีปัญหา เป็นต้น
ส่วน‘ไม้ตะพด’ นั้นน่าจะอยู่ในกลุ่ม ของ ‘ไม้ถือ’ มากกว่า
เพราะประโยชน์ใช้สอยของไม้ตะพดนั้นจะเป็นไปในรูปแบบของ
การถือติดมือเมื่อลงจากเรือน ของชายไทยสมัยโบราณ
ส่วนข้อต่างระหว่างตะพดกับไม้เท้าที่เห็นชัดเจนก็คือ ความยาว
ซึ่งไม้เท้าจะยาวกว่าไม้ตะพด เพราะจุดประสงค์ของไม้เท้านั้นมีไว้เพื่อ
พยุงตัวรับน้ำหนักนั่นเอง
ใครที่เคยไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี
ก็จะคุ้นตากับไม้ตะพดที่เป็นของฝากอันขึ้นชื่อของสถานที่แห่งนี้
โดยนักท่องเที่ยวนิยมซื้อติดมือกลับมาให้ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงทางบ้านเสมอ
และเชื่อกันว่าผู้ที่ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทจะต้องไปตีระฆังให้มีเสียงดังกังวาน
เพื่อให้ได้ยินไปถึงสวรรค์ชั้นเบื้องบน ซึ่งก็จะใช้ไม้ตะพดนี้ตีระฆัง
หรือหากเป็นผู้สูงอายุก็ได้ใช้ตะพดช่วยประคองกายขึ้น-ลงบันไดได้ด้วย
ที่มาของคำว่า ‘ตะพด’ นั้น ผู้นิยมตะพดหลายท่านอนุมานว่า
น่าจะมาจากพันธุ์ของไม้ไผ่พันธุ์หนึ่งที่มีข้อสั้นแน่น เนื้อแข็ง
และเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาทำเป็นไม้ตะพด
ส่วนไม้อื่นๆนั้นที่นิยมนำมากลึงเป็นไม้ตะพดก็ได้แก่
ไม้รวก ไม้มะเกลือ ไม้ไผ่บางพันธุ์
(ตรงนี้มีภูมิปัญญาเก่าแก่ของไทยกล่าวไว้ว่า
หากผู้ทำไม้ตะพดไปเห็นไม้ไผ่ใดมีลักษณะเหมาะแก่การนำมากลึงแล้ว
จะเลี้ยงไผ่นั้นด้วยการรดน้ำซาวข้าว ไม้ก็จะออกมาสวยงามเป็นมัน)
อาทิ ไม้ไผ่เปร็ง อันเป็นไม้ไผ่มีเนื้อแน่นตัน
แต่สำหรับไม้ตะพดของพระพุทธบาทสระบุรีนั้นจะมีเอกลักษณ์ในการทำคือ
ทำจากแขนงไม้รวก ซึ่งชาวบ้านคัดเลือกขนาดที่เท่าๆกัน
มาตัดแต่งรากไม้ให้มีรูปทรงต่างๆ เป็นส่วนหัวของไม้ตะพด
จากนั้นนำไม้รวกที่ตัดคัดแต่งแล้วนี้ไปตากแดดจนแห้ง
แล้วนำเส้นลวดเลือกขนาดพอเหมาะพันรอบนำไปลนไฟ
ส่วนที่มีลวดร้อนพันอยู่จะเกิดรอยไหม้ ส่วนที่ว่างเว้นอยู่จะมีสีเหลืองนวล
เกิดเป็นลวดลายต่างๆ ล้วนสวยงามเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร
วิธีการทำตัวไม้ตะพดโดยทั่วไปนั้นเริ่มจากเลือกไม้ที่เหมาะแก่ใจ
เนื้อแน่น แก่จัด เพราะจะให้น้ำหนักดี ถ่วงมือ ไม่เบาจนเกินไป
สมัยโบราณจะใช้กรรมวิธี ทำมือทุกกระบวนการตั้งแต่ลนไฟอ่อนๆ
จนลำไม้ตรงตามต้องการ แล้วใช้กาบมะพร้าวชุบทรายละเอียดเคล้ากับขี้เถ้าและน้ำ
ขัดถูไม้ตะพดจนสะอาดหมดจด และผิวเกลี้ยงเรียบ
แล้วล้างด้วยน้ำอีกครั้งเป็นอันเสร็จการขัดผิวไม้
ส่วนเด่นของตะพดนั้นนอกจากจะเป็นรูปทรงของตัวไม้ที่เกลากลึงได้สัดส่วนงดงามแล้ว
ที่ช่างไม้ตะพดนิยมตกแต่งให้เกิดความหลากหลาย
ตามแต่ความชอบและจินตนาการของแต่ละคนนั้นก็คือ
‘หัวตะพด’ โดยมีหลายหลากมากแบบ
ทั้งแบบที่คลาสสิกที่นิยมตลอดกาลจนกลายมาเป็นแฟชั่นของนักสะสม
เช่น หัวเงิน หัวทองเหลือง หรือที่แปลกๆ
ก็อย่างหัวงาช้าง หัวกระดูกสัตว์ หัวแก้ว เป็นต้น
ทรงของหัวก็มีแตกต่างกันไป
เช่นหัวตุ้มใหญ่ ตุ้มเล็ก หัวไม้เท้า หัวขอสับที่มีลักษณะคล้ายขอช้าง
หัวลูกจันทน์ หัวรูปสัตว์ เช่นช้าง สิงโต เป็นต้น
หรือหัวที่บรรดาทหารหรือตำรวจในยุคก่อนชอบถือ
เช่นหัวที่ทำมาจากกระสุนปืน เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมี ‘หัวเหรียญ’ ที่นิยมทำเหรียญเงิน ตะกั่ว
หรือทองเหลืองขึ้นมาแล้วประดับไว้ที่หัวไม้ตะพด
โดยมากแล้วเหรียญที่นิยมมากในหมู่ ‘นักเลงหัวไม้’
เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญรัชกาลที่ 5
สำหรับคำว่า ‘นักเลงหัวไม้’ ในที่นี้นั้น
มิใช่คำที่หมายความถึงผู้ที่ดำรงตนเป็นคนเกกมะเหรกเกเร
หากแต่คำว่า‘นักเลง’ ในสมัยก่อนนั้น
มีความหมายไปในเชิงของ‘คนจริง’ หรือผู้ที่เอาจริงเอาจัง
เช่น นักเลงพระ, นักเลงต้นไม้, นักเลงปืน เป็นต้น
อาจจะเข้าทำนองคำว่า ‘เซียน’ ในยุคนี้
ที่เอามาใช้แปลว่าผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ
ดังนั้นคำว่า ‘นักเลงหัวไม้’ น่าจะพออนุมานได้ว่า
เป็นคำที่หมายถึงลูกผู้ชายที่นิยมไม้จำพวกตะพด คมแฝก หรือติ้วก็เป็นได้
เนื่องจากการใช้ อาวุธตระกูลกระบองเหล่านี้ ผู้ตีจะใช้ด้านหัวไม้ตีก่อนเสมอ
ไม้ตะพดแบบลูกทุ่งจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 1 เมตร
สำหรับประโยชน์ใช้สอยหลักก็คือเป็นอาวุธ นอกนั้น
ก็เอาไว้กระทุ่มรกพงหญ้าเพื่อไล่งูหรือสัตว์มีพิษ
ธรรมเนียมของชายไทยในสมัยก่อนนั้นเมื่อลงจากเรือน
ต้องถือไม้ตะพดติดมือไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปเยือนต่างถิ่น
เพราะเจ้าถิ่นจะถือว่า การมามือเปล่านั้นเป็นการลองดี อาจจะเจ็บตัวง่ายๆ
ถึงตรงนี้มีเกร็ดเล็กน้อยที่กล่าวถึงศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายแท้ๆ
ของนักเลงไม้ตะพดสมัยก่อนที่ว่า หากมีเรื่อง มีราวกันนั้น
ถ้าไม่เจ็บแค้นหรือมีความพยาบาทกันมาก่อนจะไม่ตีกันถึงตาย
จุดที่ตีส่วนใหญ่จะเป็นตามข้อ แขน ขา ลำตัว หรือหลังเท้า
แต่จะไม่ตีหัวให้หัวแตก เพราะไม่อยากให้ฝ่ายตรงข้ามมีบาดแผลที่หัว
เพราะเมื่ออายุครบบวชต้องโกนผม แล้วหัวจะเป็นรอย ไม่สวย ถือเป็นน้ำใจ
และมารยาทของนักเลงในยุคนั้นที่แตกต่างจากยุคนี้โดยสิ้นเชิง
สำหรับผู้ที่ชำนาญไม้ตะพดที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสมัยนั้นว่ากันว่า
ท่านควงไม้ตะพดไปปราบโจรพวกเสือดังๆ ในสมัยนั้นด้วย
ไม้ตะพดจึงเป็นอาวุธที่ต้องอาศัยใจของผู้ใช้ด้วย
หากท่านใดเป็นนักอ่านจะพบ ‘ไม้เท้า - ไม้ตะพด’ ในวรรณกรรมทรงคุณค่าอย่าง
‘สี่แผ่นดิน’ ที่ ‘พลอย’ ได้กล่าวถึง ‘ของเล่น’ ของ ‘คุณเปรม’
ซึ่งเป็นไม้อย่างดี ประดับหัวด้วยวัสดุอันมีค่าที่คุณเปรมทะนุถนอมนักหนา
และต้องมีกรรมวิธีการเก็บที่ต้องจ้างช่างมาทำสังกะสีให้เป็นกล่อง
ก่อนจะเทน้ำมันรักษาไม้ลงไปจนท่วม
และแช่ไม้กล่องน้ำมันนั้น นานๆ ถึงจะเอามาเชยชมสักทีหนึ่ง
ซึ่งวรรณกรรมเรื่องนี้ของ‘อาจารย์หม่อม’ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชในตอนนี้
แม้จะไม่ยาวนักที่กล่าวถึง ไม้เท้า - ไม้ตะพด
แต่ก็แสดงภาพการเล่นไม้เหล่านี้ของคนชั้นสูงในยุคนั้นได้อย่างชัดเจนทีเดียว
แต่เป็น ที่น่าเสียดายว่า‘ตะพด’ ได้เกิดอุบัติเหตุพลัดตกหล่นจากขบวนรถไฟแห่งยุคสมัย
ทำให้ในปัจจุบันนี้เราๆ ท่านๆ หาไม้ตะพดดูได้ยากเต็มที
หากถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่ยังเห็นถึงคุณค่าของวิชาโบราณแขนงนี้
และพยายามจะถ่ายทอดให้เด็กรุ่นใหม่เห็นคุณค่า
และสืบสานเอกลักษณ์ความเป็นลูกผู้ชายไทยเอาไว้
ทีนี้ลองมาดูด้านการสืบสานในเชิงการสะสมที่ทำให้บรรดาร้านขายของเก่า
หรือแม้กระทั่งของใหม่
ได้พยายามหาสินค้าเพื่อมาจำหน่ายตอบสนองความต้องการของลูกค้านักสะสมเหล่านี้
ผู้ประกอบการกิจการขายส่งอย่าง ‘มาชิตา ภัทรพิรุณ’ แห่งร้าน PM Product เปิดเผยว่า
เป็นกิจการของตระกูลที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อคือ ‘คุณพิศาล’
ที่ยึดอาชีพทำไม้ตะพดมาตั้งแต่หนุ่มๆ ปัจจุบันก็ยังทำอยู่
โดยแทบทุกขั้นตอนจะเป็นการทำด้วยมือ
เว้นแต่ขั้นตอนที่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรเท่านั้น
ซึ่งเป็นโอกาสที่นักสะสมหน้าใหม่ๆ สามารถซื้อหาในราคาย่อมเยาไปสะสมกันได้
สำหรับกรรมวิธีการทำนั้น จะทำทีละ 10 - 20 อัน ใช้เวลาประมาณ 7 วันถึงจะเสร็จ
ส่วนหัวตะพดที่ถือว่าเป็นหัวที่ทำเมื่อไหร่ก็ขายได้ตลอดก็คือทรงเรียบๆ
อย่างหัวทองเหลืองกลม เป็นต้น
อ่านถึงตรงนี้ บางคนอาจจะนึกอยากสะสมเจ้าไม้ตะพดนี้ขึ้นมาบ้าง
แต่จนใจไม่รู้จะไปซื้อหาที่ไหน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ
ที่ดูจะหาของเก่าแบบนี้ยาก ก็มีสองแหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือที่ตลาดจตุจักร
ซึ่งมีทั้งตะพดใหม่และตะพดโบราณ
โดยสนนราคาของตะพดใหม่นั้นอยู่ที่เรือนร้อยบาทไปจนถึงหลักพัน
ที่นักสะสมหน้าใหม่พอจะซื้อหาได้
ส่วนตะพดเก่านั้นต้องอาศัยคนดูเป็นสักหน่อย
ขอแนะให้สักนิดว่าถ้าเป็นตะพดเก่า หากไม้เดิมเป็นสีเข้ม
เมื่อเวลาผ่านไปเนื้อไม้จะสีซีดลงกว่าเดิม
ส่วนอีกแห่งคือที่ห้างสรรพสินค้าริเวอร์ซิตี้ ตรงท่าน้ำสี่พระยา
อันเป็นศูนย์รวมของวัตถุโบราณนานาชนิด รวมทั้งตะพดโบราณด้วย
ซึ่งในที่นี้ราคาค่อนข้างสูง ตั้งแต่เรือนพันจนถึงเรือนหมื่นเลยทีเดียว
‘พี่สา’ แห่งร้าน Ubons Master Piece บนห้างสรรพสินค้าริเวอร์ซิตี้ให้ข้อมูลว่า
ผู้ที่มาถามหาไม้ตะพดส่วนใหญ่จะเป็น ชายวัยกลางคนค่อนไปทางอาวุโส
คือไม่ต่ำกว่า 40 ปี โดยมากจะเป็นการสะสมมากกว่าจะเอาไปใช้จริง
ส่วนตะพดเก่าที่นำมาขายนี้เป็นการเดินทางเสาะหาของเจ้าของร้าน
ที่คลุกคลีในแวดวงของเก่ากว่า 30 ปี
ส่วนใหญ่ เป็นตะพดไทย ตะพดพม่า และตะพดล้านนาเชียงใหม่
“ส่วนใหญ่ไม่เจาะจงหรอกค่ะว่าจะเอาแบบไหน
แต่จะมาเดินดูเรื่อยๆ คือถูกตาโดนใจก็ซื้อเลย
เป็นความสุขทางใจของนักสะสมน่ะค่ะ” พี่สากล่าวทิ้งท้าย
(จากหนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ 78 พ.ค.50 โดย ปาณี ชีวาภาคย์)
ส่วนไม้ตะพดแบบผู้ดีหรือไม้ตะพดแฟชั่น
ที่บรรดาเจ้าขุนมูลนายหรือบุคคลระดับสูงในสมัยก่อนนิยมกันนั้น
จะมีความยาวอยู่ที่ 92 ซม.คือจะสั้นกว่าไม้ตะพดแบบชาวบ้านอยู่สักหน่อย
ประโยชน์ใช้สอยส่วนใหญ่ ไม่เชิงเป็นอาวุธเสียทีเดียวนอกจากจะเอาไว้ป้องกันตัว
หากแต่เป็นการถือสวยๆ ถือไว้เป็นเสมือนเครื่องแต่งกายอย่างหนึ่ง
ส่วนหัวตะพดก็จะเลี่ยมด้วยวัสดุมีค่า บอกถึงฐานะและบรรดาศักดิ์ของผู้ถือ
นับตั้งแต่ทอง เงิน นาค งา งาฝังมุก หยก กระดูกสัตว์ ทองเหลือง แก้ว เป็นต้น