เมื่อผมได้ไปจิงอู่สิงคโปร์
บทความโดย คุณวิทยา อึ้งสุวรรณพาณิชย์ (คุณหมู)
เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2549 ที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับคณะของอาจารย์ชีวิน เพื่อเข้าร่วมงานฉลองครบรอบ 85 ปีของสมาคมจิงอู่ประจำประเทศสิงคโปร์ นับเป็นโอกาสที่ดีมากของผมที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้
เป็นครั้งแรกจริงๆที่ผมได้มีโอกาสย่างเท้าลงไปบนแผ่นดินสิงคโปร์ ดินแดนที่ว่ากันว่าใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทุกส่วนของพื้นที่จัดได้อย่างลงตัวและสะอาดสะอ้านจริงๆ (แม้ว่าบางตรอกซอยจะคล้ายๆเมืองไทยก็ตาม แต่โดยรวมก็ถือว่าสะอาดมาก)
ก่อนอื่นต้องขอท้าวความถึงความสำคัญของงานที่ผมจะไปก่อน สมาคมจิงอู่ถูกก่อตั้งโดยวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่มากๆของประเทศจีนท่านหนึ่ง ชื่อ “ฮั่ว หยวน เจี๋ย” ชื่อนี้คงเป็นที่คุ้นหูของหลายๆคนที่เป็นคอหนัง “Fearless” ,” Fist of Fury” และ “นักชกผู้พิชิต” ท่าน ฮั่ว หยวนเจี๋ยนั้นได้ปลุกสำนึกของการลุกขึ้นต่อสู้กับคนต่างชาติในหมู่คนจีน จนทำให้คนจีนทั่วประเทศรวมตัวกันมีชัยชนะได้ในที่สุด
ดังนั้นเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ท่าน ผู้ฝึกมวยจีนสำนักต่างๆจึงพร้อมใจกันรวมตัวทำให้จิงอู่แข็งแกร่งและขยายตัวไปไกลทั่วโลก ในปัจจุบันนอกจากจิงอู่จะเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงท่านแล้ว ยังเป็นสถานที่รวมตัวกันของคนจีนโพ้นทะเลในประเทศต่างๆอีกด้วย ว่ากันว่าคนในจิงอู่ในประเทศต่างๆอยู่เบื้องหลังของธุรกิจที่ทรงอิทธิพลมากมาย ทุกๆช่วงเวลาสำคัญของจิงอู่แต่ละสาขาในแต่ละประเทศ จะมีการจัดการเฉลิมฉลองขึ้น และสาขาต่างๆก็จะจัดส่งตัวแทนของตนมาร่วมแสดงความยินดี และแน่นอนมันเป็นช่วงเวลาที่ชาวยุทธจิงอู่ในแต่ละที่มาพบปะกันฉันชาวยุทธ
วันแรกที่ผมก้าวเท้าลงสิงคโปร์ วันนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดึกมากๆ แต่แปลกใจมากที่มีคนจิงอู่มารอรับถึงสนามบิน และ คนที่มารับเป็นถึงเลขาธิการจิงอู่ของสิงคโปร์ Mr.Kwong และอีกคน คือ Master Lim Soin Khoon เป็นครูฝึกเชิดสิงโตของจิงอู่ เขาต้อนรับดีมาก ขับรถพาเราไปพักที่บ้านของ Master Lim เท่ากับว่าช่วยประหยัดเงินค่าที่พักของเราไปมากทีเดียว แต่ที่สำคัญคือการต้อนรับที่อบอุ่นที่ผมคิดไม่ถึงมากกว่า เป็นอันว่าคืนแรกของคณะเราผ่านไปได้ด้วยดีกว่าที่คิดมากครับ
พอตื่นเช้ามา ทาง Master Lim ก็พาพวกเราไปกินข้าวเช้า และ พาไปดูการฝึกเชิดสิงโตที่สนามของจิงอู่ ที่นั่นผมได้เจอกับ Master Jimmy Wong หัวหน้าจิงอู่อเมริกา ผู้ชำนาญมวยไท๊เก๊กตะกูลหวู่ คุยกันอยู่นานทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลางที่งูๆปลาๆ และภาษามือของผม แต่เขาก็ใจดีที่ให้คำแนะนำและสาธิตมวยให้เราดู ถึงตรงนี้ผมรู้สึกได้ว่า เราได้ก้าวเข้ามาสัมผัสความเป็นจิงอู่แล้ว......
ใช้ภาษาจีน อังกฤษแบบผสมผสานอยู่นาน เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง โชคดีที่ Mr.Andy เพื่อนชาวมาเลเซียของอาจารย์ชีวินมาถึงพอดี เราเลยได้ล่ามภาษาจีนกวางตุ้งชั้นเยี่ยมมาช่วยชีวิต การสื่อสารของเราเลยลื่นไหลขึ้นมาก พอดีกับตกเย็น ได้มีโอกาสดูการซ้อมใหญ่ของทุกคณะเลยรู้สึกได้เลยว่าการมาครั้งนี้สุดยอดจริงๆ ครับ
มีอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ Master Lum Wing Kit อาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮ่องกง ผู้เชี่ยวชาญมวยหย่งชุน มวยฮุงกา และมวย ไช่หลี่ฟัด ท่านได้ให้ข้ออย่างหนึ่งที่น่าสนใจว่า ข้อดีประการสำคัญประการหนึ่งของการฝึกมวยเส้นคือ การที่เราสามารถมีแนวทางในการรับ รุก ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางของมวยนั้นๆ ดังนั้นระหว่างที่เราฝึกมวย เราต้องมี”จินตนาการ” นั่นคือ เราต้องคาดการณ์กึ่งคิดฝันการโจมตี และการรับการโจมตีในทุกๆท่วงท่าได้ หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ ทุกๆเส้นของมวยจะมีเรื่องราวการต่อสู่ของเส้นนั้นๆเอง เรื่องราวจะลงตัวหรือไม่ ขึ้นกับจินตนาการของเราเป็นปัจจัยสำคัญ คืนนั้น พอฝึกเสร็จ เขาจะมีธรรมเนียมการไปกินมื้อดึกกัน เลยไปด้วยกัน นั่งกินเคล้าการถกเรื่องมวยไป ระหว่างอาจารย์ชีวินกับ Master Lum แม้ฟังภาษากวางตุ้งไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตาม แต่เราก็อิ่มทั้งมวยอิ่มทั้งท้อง
วันต่อมา เราไปที่ร้านหนังสือคิโนคูนิยา อยู่กันทั้งวันจนบ่ายเลย จนเย็นไปร่วมงานจิงอู่ เราได้เห็นพิธีการเต็มๆ เริ่มตั้งแต่การเชิดสิงโตเคารพรูปของท่าน ฮั่ว หยวน เจี๋ย และเคลื่อนขบวนไปยังหอประชุม ณ ที่จัดงาน ณ ที่งาน การแสดงหลั่งไหลมาเรื่อยๆตลอดเวลา แต่ที่ผมรอคอยคือ การแสดงมวยของสาขาต่างๆ ได้แก่ มวยตั๊กแตน 7 ดาว, ปากั๋ว, ไท๊เก๊กตระกูลเฉิน, ไท๊เก๊กตระกูลหวู่ , ดาบใหญ่ และอื่นๆที่ผมไม่รู้จักอีกเยอะ ที่สำคัญมวยที่กล่าวมานี้ คนแสดงเป็นอาจารย์ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีซะส่วนใหญ่ ส่วนรุ่นเด็กๆ แสดงมวยพื้นฐานของจิงอู่ เพื่อแสดงความพร้อมของรุ่นต่อไปของแต่ละสาขา
สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ประทับใจของผมมากคือ การแสดงที่ศิษย์รุ่นเด็กของแต่ละสาขามารำมวยเส้น ก่งลี่เฉวียน ซึ่งถือเป็นมวยเส้นครู และเปรียบเสมือนบัตรประจำตัวของคนจิงอู่เลยก็ว่าได้ ทุกคนจากทุกสาขารำพร้อมเพรียงกันแสดงความหมายโดยนัยน์ของการไม่แบ่งแยกกันของแต่ละสาขา แม้จากคนละซีกโลกก็ตาม....... มันให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ดูผมเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในขณะที่โลกดูกว้างขวางซะจริงๆ ดูชุดนี้จบผมรู้สึกอยากกลับบ้านไปรีบฝึกมวยเลยครับ....
การแสดงของอาจารย์ชีวินและคณะมาถึง เรียกความสนใจจากคนทั้งหอประชุมด้วยการแสดงมีดแบบเข้าคู่ ทุกคนให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะช่วงจบที่อาจารย์ชีวินเรียกรอยยิ้มจากทุกคนได้มากทีเดียว พอการแสดงจบ มีหลายๆคนเดินเข้ามาถามถึงความเป็นมาแม้ตอนผมไปห้องน้ำก็ยังมีคนเข้ามาถามครับ... การแสดงจบทุกคนช่วยกันเก็บของ และเช่นเดิม ทุกคนไปรวมกันไปกินมื้อดึก และแยกย้ายกลับบ้าน
วันต่อมา ผมโชคดีได้ไปพร้อมอาจารย์ชีวินตรงไปเยี่ยมคารวะ Master Lum เพื่อขอคำชี้แนะเกี่ยวกับมวยหย่งชุน มวยฮุงกาและมวยต่างๆ ท่านให้การต้อนรับดีมาก มีลูกศิษย์มารับถึงชั้นล่างและนำทางไปพบ คุยกันอย่างลืมเวลา แว๊บเดียวผ่านไปถึง 2 ชม.เราจึงกลับกัน เพราะคืนนี้ เรามีงานเลี้ยงตอนกลางคืน งานเลี้ยงเป็นโต๊ะจีน เน้นการพบปะสังสรรค์กัน จบงานด้วยอิ่มท้อง และอิ่มการพูดคุย เหตุการณ์พิเศษคือ ได้เจอทายาทของท่าน ฮั่ว หยวน เจี๋ยรุ่นที่ 5 ตัวเป็นๆ ครับ....วันนี้ดีหน่อยที่ไม่มีมื้อดึก
ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอาจารย์มวยในจิงอู่เองมีความสนใจ และรักใคร่เอ็นดูอาจารย์ชีวินและคณะมาก ผมก็เลยพลอยโชคดีได้เห็นมวยดีๆเหตุการณ์สำคัญๆต่างๆไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมมวย การแสดง การแลกเปลี่ยนมวยระหว่างระดับอาจารย์ด้วยกัน
มีการเชิญชวนไปทานข้าวค่ำด้วยกันกับคนในจิงอู่ทุกคืน และที่สำคัญอาจารย์ชีวินเป็นขวัญใจของคนในจิงอู่ หลายหลายคนผลัดกันเข้ามาคุยกับอาจารย์ชีวินเเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันทั้งเรื่องมวยและของขลังที่บ้านพักของ Master Lim ซึ่งพวกเราไปพักนั้น ที่ชั้นหนังสือก็มีหนังสือจิงอู่เก่าๆวางอยู่หลายเล่ม ผมพลิกเปิดอ่านดู ก็พบภาพรำมวยของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ดูน่าสนใจ อ่านชื่อก็คือ Master Liew Tuk Num พอมาที่จิงอู่อีกวันถัดมา ผมก็เห็นแกก็เข้ามาคุยกับอาจารย์ชีวิน ผมเลยจำได้ แกเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กันเหมือนๆกับอาจารย์จิงอู่ท่านอื่นๆ แกออกปากนัดอาจารย์ชีวินให้ไปพบกับแกตัวต่อตัว ตอนนั้นผมก็ยังค่อยทราบว่าเป็นเรื่องมวยอะไร พอมาทราบอีกที ตอนเย็นวันนั้น อาจารย์ชีวินแกก็บอกกับคณะของเราว่า Master Liew ได้ถ่ายทอดวิชาหมัดเมาให้ โดยที่วิชานี้ หลายๆคนในจิงอู่บอกว่าแกหวงวิชานี้มาก แต่แกกลับถ่ายทอดให้อาจารย์ชีวิน คงเป็นเพราะอัธยาศัยที่ดี และพื้นฐานมวยที่ดีของอาจารย์ชีวินครับ
วันสุดท้ายของผมที่สิงคโปร์แล้ว แต่ทางอาจารย์ชิวินและคณะยังอยู่ต่ออีก 1 วัน ผมไปที่จิงอู่เพื่ออำลาผู้ใหญ่บางท่าน และทานมื้อเที่ยง หลังจากนั้นก็ไปทำบุญที่วัดไทยประจำสิงคโปร์ (มีเกร็ดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ คนที่นี่นิยมพระไทยมากๆ ห้อยคอ และสะสมกันจริงๆจังๆเลยทีเดียวรวมถึงคนในจิงอู่บางท่านด้วย และแน่นอนทุกคนแห่กันมาขอคำแนะนำอาจารย์ชีวินมากมาย) เมื่อเสร็จแล้วผมก็ได้เวลาเตรียมตัวกลับโดยไปรอที่สนามบิน ระหว่างทางที่ไป ท่านอาจารย์ที่ไปส่งได้บอกว่าเขาอยู่กับจิงอู่ตั้งแต่หนุ่มๆ ร่วมงานและช่วยงานโดยไม่เคยได้ค่าตอบแทนแม้แต่นิดเดียว แต่เขาก็ยินดีทีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจิงอู่ เพราะ จิงอู่เป็นครอบครัว และเพื่อนของเขา เขาผูกพัน.... ผมขอบคุณเขาที่สละเวลามาส่งผมถึงสนามบิน (ค่าเดินทางในสิงคโปร์แพงมาก และระยะทางไปสนามบินไกลมาก) แล้วการเดินทางของในยุทธจักรครั้งนี้ก็เสร็จสิ้นลงที่ร้านกาแฟสนามบิน........
กลิ่นกรุ่นของกาแฟ ทำให้ผมระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา คนทุกคนที่ผมได้พบปะตลอดช่วงระยะเวลาได้ให้ข้อคิดกับผมทั้งทางตรงและทางอ้อมแน่นอนว่าทุกท่านเก่งและมีความลึกซึ้งในเชิงมวย แต่ที่สำคัญกว่าคือ ทุกท่านยิ่งใหญ่ ทุกท่านมีจิตใจเป็นชาวยุทธ และทุกท่านเปิดกว้าง....
ผมไม่ทราบจริงๆว่า ถ้าผมไม่ได้มาครั้งนี้ จะได้พบปะท่านเหล่านี้อย่างไร มาสิงคโปร์ด้วยตัวเองคงไม่มีโอกาสได้พบเช่นนี้ และเดินไปตามถนนก็ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง ... ผมได้ข้อคิดหนึ่งคือ การที่เราเก่งในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งอย่างเอกอุนั้นสำคัญยิ่ง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการที่เรามีสังคม และสามารถตอบแทนให้สังคมเพื่ออนาคตของรุ่นต่อๆไปได้.... ต้องขอบคุณเพื่อนๆร่วมเดินทางทุกคน ได้แก่ เกรแฮม เพื่อนฝรั่งคนเดียวของเราในที่นี่ เกรแฮมเป็นคนสงบ ชอบอ่านหนังสือ (ลองดูจากรูปแอบถ่ายของแสบได้) และจิตใจดีมากๆ ส่วนอีกคนคือ แสบ เป็นบุคคลที่มุ่งมั่นในศิลปะป้องกันตัว และ ศาสตร์ด้านเวชภัณฑ์ แสบนอนเร็ว แต่อดทนผมกรนได้ไม่เคยบ่น แสบจิตใจดีมากเช่นเดียวกัน แสบมักเป็นห่วงแฟนเสมอ และแสบเกือบเอายาหม่องเป็นของฝากให้แฟนแล้ว ถ้าไม่ได้แกะกล่องดูก่อน (ลองถามแสบดู)
...และต้องขอบคุณเพื่อนๆที่หาดใหญ่ทุกๆคนด้วยไม่ว่าจะเป็นสงบและแฟนสำหรับมื้อดึก และเอ็มกับเอกสำหรับการไปจ่ายตลาดที่สนุก พี่แคทสำหรับการต้อนรับ พี่เอกสำหรับการขับรถไปส่งสนามบินขาไป และทุกคน ที่สำคัญต้องขอขอบคุณอาจารย์ชีวินที่ได้ชักชวน และให้โอกาสผมได้เปิดโลกทัศน์ในครั้งนี้จริงๆครับ..........