Tai Fu Do Academy Tai Fu Do Academy

โรงเรียนศิลปศาสตร์การป้องกันตัวไทหัตถยุทธ โรงเรียนศิลปศาสตร์การป้องกันตัวไทหัตถยุทธ

อาจารย์ชีวิน อัจฉริยะฉาย  ผู้ก่อตั้งโรงเรียนและหลักสูตรไทฟูโด กล่าวว่า “ไทฟูโด” ถือเป็นศิลปะป้องกันตัวแขนงใหม่ เป็นเคล็ดวิชาที่คิดค้นมาจากประสบการณ์เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้หลายแขนงมานานเกือบ 40 ปี

หากไม่นับวิชาการต่อสู้สไตล์มวยจีนที่ได้รับมาจากการคลุกคลีอยู่กับปู่ ซึ่งเป็นนักสู้มวยจีนและมวยไทเก๊กที่อพยพมาจากประเทศจีน อาจารย์ชีวินเริ่มร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้จริงจังมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ส่วนใหญ่เป็นศิลปะศาสตร์ที่มาจากเอเชีย อาทิ มวยไทย ไทเก๊ก กังฟู เทควันโด คาราเต้ ไอคิโด วันฮวาโด ยูยิตสู ฯลฯ รวมถึงศิลปะการใช้อาวุธรูปแบบต่างๆ เพราะเชี่ยวชาญหลายศาสตร์ อาจารย์ชีวินจึงได้รับเลือกเป็นที่ปรึกษา ร่วมออกแบบเทคนิคการต่อสู้ในหนังองค์บาก2 และองค์บาก3

อาจารย์ชีวินเริ่มคิดค้นหลักสูตรไทฟูโดตั้งแต่ปี 2532 และเริ่มทดลองสอนให้กับลูกศิษย์ที่สนใจ พร้อมกับปรับปรุงหลักสูตรมาเรื่อยจนปี 2541 จึงได้ทำเรื่องขออนุญาตเปิดโรงเรียนสอนไทฟูโดจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้เวลากว่า 6 ปี ในปีพ.ศ2547 จึงได้เปิดโรงเรียนศิลปะศาสตร์การป้องกันตัวไทยหัตถยุทธ์ รับรองหลักสูตรจากกระทรวงศึกษาธิการ หรือ “สถาบันไทฟูโด” ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  ขณะนี้มีสาขาที่กรุงเทพฯอีกด้วย

อาจารย์ชีวินกล่าวว่า สำหรับผู้ที่ไม่เคยผ่านการเรียนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวมาก่อน หลักการไทฟูโดไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก ไทฟูโดจะเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียน ได้ค้นพบว่าตัวเองเหมาะกับศาสตร์ใดเพื่อฝึกฝนให้เกิดความเชี่ยวชาญ
ขณะเดียวกันก็เหมาะกับผู้ที่เคยผ่านการเรียนศิลปะป้องกันตัวแขนงอื่นมา แล้ว โดยผู้เรียนแค่เปิดใจยอมรับก็สามารถนำหลักการของไทฟูโดไปต่อยอดสิ่งที่เคยเรียนมาได้ทันที   

“การพัฒนาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีเก่ามันถึงมีใหม่ แต่สิ่งที่ดีขึ้นในศาสตร์ใหม่ก็คือ แนวทางที่เราเอามาจากครูได้ถูกปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้นำไปสู่การเรียนการสอน ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ไทฟูโดเองนับเป็นศาสตร์การต่อสู้ของไทยชนิดหนึ่งที่อยู่บนแนวทางของมวยไทย ผสมกับศิลปะการต่อสู้หลายๆ อย่าง โดยมุ่งเน้นที่การป้องกันตัว”

เมื่อผ่านการฝึกฝนมามาก อาจารย์ชีวินจึงพบว่าศิลปะการต่อสู้แต่ละศาสตร์มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน เหมาะที่จะนำไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เพราะในสถานการณ์จริง ไม่มีใครสามารถนำทุกศาสตร์มาใช้ในเวลาเดียวกันได้ เขาเริ่มคิดค้นและเรียบเรียงเอาจุดเด่นของศิลปะการป้องกันตัวแต่ละแขนงมา ร้อยเรียงและจัดลำดับท่าขึ้นใหม่ จนเป็นหลักการง่ายๆ เพื่อให้ผู้เรียนนำไปใช้ป้องกันตัวได้จริง รวมถึงนำไปพัฒนาทักษะการต่อสู้ของตนเองในแขนงต่างๆ หรือเพื่อนำไปประกอบอาชีพ เช่น ผู้สอนศิลปะป้องกันตัว, บอดีการ์ด และสตั้นท์แมน เป็นต้น

ตามแนวคิดส่วนตัวของอาจารย์ชีวิน ในการใช้ศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัวให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ ผู้เล่นจำเป็นต้องมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 อย่าง คือ 1. กำลังของร่างกายส่วนต่างๆ โดยเฉพาะมือ ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญสำหรับวิชาไทฟูโด 2. ท่ามวย หรือท่วงท่าการต่อสู้ และ 3. เทคนิคหรือเคล็ดวิชา

“เทคนิคคือหลักการที่ผมจะสอนให้คุณนั่นเอง มันเป็นหลักการที่เกิดจากความเข้าใจทั้งหมดของผม ซึ่งเมื่อคุณรู้แล้วสามารถนำไปใช้เชื่อมโยงกับศิลปะป้องกันตัวได้ทุกแขนง แต่จู่ๆ ถ้าผมยื่นให้แต่หลักการหรือความเข้าใจก็ไม่ได้ มันต้องกลับไปหา รูปลักษณ์เพื่อให้คุณฝึกฝนการใช้หลักการเหล่านั้น” อาจารย์ชีวินอธิบาย

หลักสูตรแรกของไทฟูโด “หลบหลีกปัดป้อง” โดยนัยก็คือการฝึกทักษะการป้องกันตัว ส่วนกระบวนท่าหมัด-เท้า-เข่า-ศอกเป็นท่าตอบโต้หรือจู่โจมแบบทักษะยืนพื้น  สำหรับหลักสูตร “คว้าหักจับทุ่ม” ท่วงท่าพลิ้วไหว ตามแรง ย้อนแรงด้วยใส่หลักการมวยอ่อนจากไทเก๊ก แต่หาก เป็นการจู่โจมในระยะประชิดก็ปรับมาใช้ท่ามวยหมัดระยะประชิด ของมวยจีนหวิงชุน จึงทำให้ศิลปะการต่อสู้ไทฟูโดครบเครื่องเรื่องการป้องกันตัว  

กระบวนท่าต่างๆ เหล่านี้ อาจารย์ชีวินเรียกว่า “รูปลักษณ์” ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาร้อยเรียงมาจากจุดเด่นของศิลปะการต่อสู้หลายแขนง เพื่อให้เหมาะกับการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ

สำหรับ “หลักการ” อาจารย์ชีวินยกตัวอย่างหลักการเรื่อง “การเข้าสู่ระยะ” โดยเแบ่งระยะ ประชิดในการต่อสู้ออกเป็น 4 ระยะ เริ่มจากระยะที่ประชิดที่สุดคือ 1. ระยะศอก 2. ระยะเข่า 3. ระยะหมัด และ 4. ระยะเท้า เมื่อเข้าใจหลักการเรื่องระยะแล้ว  ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันตัวเบื้องต้นได้ทันที
 

“ถ้าไม่อยากโดนต่อย คุณก็ต้องยืนอยู่ระยะที่ 4 แต่เมื่อคุณยืนระยะ 4 นั่นก็คือถ้าคุณ จะโต้ตอบ สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องใช้วิธีถีบหรือเตะ เพราะถ้าคุณต่อยก็ไม่ถึง จนกว่าคุณจะก้าวเข้าไปหาคู่ต่อสู้ 1 ระยะ หรือถ้าคุณอยู่ในระยะศอก คุณก็ต้องถอยออกมาให้ได้อย่างน้อย 3 ระยะ เพื่อจะไม่ถูกคู่ต่อสู้ทำร้าย แต่ถ้าหนีไม่ได้คุณอาจต้องใช้หลักวิชามวยจีน คือมุ่งสู่เป้าหมายที่จุดตายทั้ง 12 จุดของคู่ต่อสู้” อาจารย์ชีวินอธิบาย

ด้วยหลักการป้องกันตัว “มุ่งไปยังเป้าหมายที่ต้องการ” ยกตัวอย่างเช่น เมื่อถูกคนร้ายจับข้อมือ ขณะที่คนส่วนใหญ่มักสนใจไปที่การแก้ข้อมือที่โดนจับด้วยการใช้กล้ามเนื้อและแรงในการสะบัดหรือพลิกมือออก แต่เทคนิคที่ง่ายกว่า คือ”มุ่งไปยังเป้าหมายที่ต้องการ” โดยไม่ต้องสนใจแก้มือข้างที่โดนจับแต่ให้ใช้มือที่ยังว่างอีกข้างหรือขา โจมตีไปยังเป้าหมายอาทิ ตา,คอหอย หรือ จุดอวัยวะ เป็นต้น การป้องกันตัวด้วยเทคนิคนี้ง่ายกว่าเร็วกว่าและได้ผลด้วย

อันที่จริง หลายๆ หลักการของไทฟูโดคือ ปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ (reaction) ที่หลายคนทำอยู่แล้วโดยไม่ทันสังเกตลำดับขั้นตอน เพียงแต่ระหว่างผู้ที่เคยถูกฝึกวิชาป้องกันตัวมากับผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อน อาจจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่เหมือนกัน หรืออาจเหมือนกันแต่ประสิทธิภาพในการใช้แรงและความไวต่างกัน การฝึกฝนเทคนิคเหล่านี้ ผ่านกระบวนท่าต่างๆ จึงเป็นการฝึกปฏิกิริยาตอบสนองที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์

“มันต้องสมมาตรระหว่างความคิดกับการใช้แรง” อาจารย์ชีวินสรุปสั้นๆ ถึงหัวใจสำคัญของไทฟูโด  
 

สุดท้ายปรมาจารย์แห่งศิลปะศาสตร์ “ไทฟูโด” ได้ทิ้งท้ายไว้  

ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการต่อสู้แขนงไหนก็ตาม หัวใจสำคัญที่ถือเป็น “สุดยอด” แห่งศิลปะศาสตร์การป้องกันตัว นั่นคือ “การไม่เกิดการต่อสู้”